The Paperboy : ความโสมมที่สวยงาม

Home / วิจารณ์หนัง / The Paperboy : ความโสมมที่สวยงาม

เป็นหนังเล็กๆอีกเรื่องที่อยู่ๆก็ได้หลุดเข้ามาฉายในบ้านเรา กับผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ ลี แดเนียล จาก Precious ที่ยังคงมาขอทำหนังโทนแนว โลกไม่สวย อยู่เช่นเคย แถมคราวนี้ยังนำเอานักแสดงแถวหน้ามากมายไล่ตั้งแต่ แซ็ค แอฟรอน มาประกบคู่กับ นิโคล คิดแมน เพื่อความร้อนฉ่ากันอีกด้วยหละครับ

เล่าเรื่องราวของ นักข่าวกระหายเงินคนหนึ่ง (แมทธิว แม็คคอนาจ์เฮย์) ที่ชักชวนน้องชาย (แซ็ค เอฟรอน) ให้มาช่วยงานข่าวสืบสวนชิ้นหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักโทษประหารคดีอุกฉกรรจ์ (จอห์น คูแส็ค) ลำพังตัวคดีเองก็ซับซ้อนในระดับหนึ่ง แต่สองหนุ่มพี่น้องกลับต้องเจอปัญหาที่หนักกว่านั้น ซึ่งก็คือ สาวแรดที่ชื่อว่า ชาร์ล็อตต์ เบลสส์ (นิโคล คิดแมน) แฟนสาวของนักโทษคนดังกล่าว ที่พกความมั่นใจมาเกินร้อยที่จะช่วยเหลือผู้ชายของเธอให้ออกมาจากคุก แต่หลังจากที่ทั้ง 3 ยิ่งได้สืบลึกคดีนี้เข้าไปมากขึ้นเท่าไหร่ สิ่งที่พวกเขาได้พบเจอ กลับมีแต่ความจริงที่สกปรก และ โสมม ยากเกินกว่าคนธรรมทั้งหลายจะเคยพบเจอมาเลย

The Paperboy เป็นผลงานการกำกับของ ลี แดเนียล ผู้กำกับชาวผิวสี ที่แจ้งเกิดมาจากหนังดราม่า พ่อแม่ทารุณ เมื่อปี 2009 ใน Precious ที่ชนะรางวัลออสการ์ไปถึง 2 สาขา โดยในปีนี้เขากลับมาแล้วพร้อมกับโทนหนังแนวเดิมๆ พ่วงมาด้วยนักแสดงแถวหน้ามากมาย กับการหยิบเอานิยายของ พีท เด็กซเตอร์ ในชื่อเดียวกัน มาดัดแปลงให้กลายเป็นหนังแนวสืบสวน จิตตก ซึ่งโดยส่วนตัวผมนั่น ก็เป็นหนึ่งในคนที่ค่อนข้างชอบหนังเรื่อง Precious มากพอสมควร เพราะส่วนหนึ่งในที่ผมคิดว่ามันเสน่ห์ของผู้กำกับผิวสีคนนี้ คือ มุมมอง ในการที่เขามองโลกมนุษย์ เพราะใน Precious ก็เป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงความ ดำ-ขาว ของ จิตใจมนุษย์ ได้อย่างตรงไปตรงมา และ ทารุณ จิตตก จนคนฐานะร่ำรวยยังต้องขอเมินหน้าให้ และในผลงานใหม่อย่าง The Paperboy เขาก็ยังใช้เทคนิคเดิม

กับการบอกเล่าถึงเรื่องของ สันดาน และ จิตใจ ของมนุษย์ ที่ในคราวนี้ตัดเรื่องความ ขาวสะอาด ออก แล้วใส่สีดำแบบจัดจ้านเข้าไปแทน โดยการวางตัวให้แต่ละตัวละคร มีแต่ความผิด ความสกปรก โสมม และ เลวทรามในทุกวิธีทาง ที่เป็นหนังที่เปรียบเสมือนข้อพิสูจน์ว่า ในโลกของเราไม่มีใครดีไปหมดซะทุกอย่าง ผสมผสานไปกับการเล่าเรื่อง และ โทนภาพ ที่ให้อารมณ์เกรดบีในบั้นปลายยุค 40-50 ที่ถือว่าค่อนข้างเป็นหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้คนดูรู้สึกตกหลุ่มพราง เข้าไปในโลกของความดำมืดที่ไร้ความดีได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น แถมนอกจากนั้นสิ่งที่ทำให้ตัวหนังเรื่องนี้ดูได้อย่างเพลิดเพลินไม่เนื่อยเนิบเหมือนหนังดราม่าทั่วไป

คือการที่ตัวหนังได้นำเอาเรื่องราวเหล่านั้น เล่าผ่านการสืบสวน คดีฆาตกรรมอันลึกลับ ที่ทำให้คอหนังแนวสืบสวนคงได้ถูกอกถูกใจกันไปในระดับหนึ่ง กับการสืบหาความจริงในโทนดาร์คๆ และ สกปรก โดยสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือด้านของ นักแสดง ใน The Paperboy ที่ผู้กำกับ ลี แดเนียล ก็ช่างหาคาแรกเตอร์แปลกๆมาให้นักแสดงเล่นได้เก่งเหลือเกิน โดยเฉพาะด้านของสาว นิโคล คิดแมน ที่ต้องปรับลุคให้กลายเป็นผู้หญิงแรดๆ เถื่อนๆ ออกมาได้อย่างน่าสมจริง จนลืมไปเลยว่านี่คือนักแสดงหญิงแถวหน้าของฮอลลีวู้ด ไม่ต่างอะไรกับอีก 3 หนุ่มอย่าง แม็คคอนาห์เฮย์ , แอฟรอน และ คูแซ็ค ที่รายแรกก็ตีบทแตกได้สุดยอด

แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายของ The Paperboy ที่ถึงแม้ทั้งเรื่องจะยังประคับประครอง ธีม ออกมาได้น่าประทับใจ แต่ครึ่งหลังของตัวหนังผมกลับรู้สึกว่ามันยังค่อนข้างล้มไม่เป็นท่า ไม่เหมือนกับตอน Precious ที่ยังทำออกมาได้สมบูรณ์แบบมากกว่า ซึ่งสิ่งนึงที่ผมคิดว่าทำให้ครึ่งหลังของ The Paperboy ไม่ค่อยน่าสนใจเท่ากับครึ่งแรก คือการที่ภายในครึ่งหลัง ตัวหนังได้เอาเวลาไปต่อเติม เสริมเรื่อง กับ สันดานมนุษย์ เสียมากจนเกิดไป จนได้ลืมเรื่องหลักของตัวหนังเอง นั่นคือเรื่องของ การสืบสวน ที่ท้ายสุดตัวหนังก็ไม่ได้แก้ไขรูปคดีให้จนหมด ไม่ต่างอะไรกับเหล่าปูมหลังของ ตัวละคร ที่ยังแอบใช้แบบทิ้งๆขว้างๆ โดยเฉพาะตัวละครของ แมธธิว แม็คคอนาห์เฮย์ และ จอห์น คูแซ็ค ที่ท้ายสุดตัวหนังก็ไม่ได้ปิดประเด็น และ เรื่องราว ของ 2 ตัวละครนี้ ให้เราได้เข้าใจสักเท่าไหร่

เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้ว ตัวหนัง The Paperboy จึงออกมาเป็นหนังที่ค่อนข้างกึ่งดีกึ่งเสียมากกว่า เพราะถึงแม้ตัวหนังอาจจะมี ธีม หนังที่ดำมืด และ เสียดสีสันดานมนุษย์ออกมาได้ดีมากเพียงใด แต่ในช่วงครึ่งหลังท้ายสุดตัวก็กลับมาสะดุดล้มไปกับการทิ้งๆขว้างๆของเรื่อง สืบสวน และ ปูมหลังของตัวละคร เสียได้หละ

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด