The Hobbit : An Unexpected Journey : การเดินทางดัดสันดาน และ จิตใจ

Home / วิจารณ์หนัง / The Hobbit : An Unexpected Journey : การเดินทางดัดสันดาน และ จิตใจ

HBT-TRL-07_T7B4TLTFri114302

ถือว่าเป็นมุกหากินที่กำลังฮิตในช่วงนี้ที่ฮอลลีวู้ด กับการเรียงหน้าเอาหนังภาคก่อน นำมาสร้างเพื่อเรียกเงินจากแฟนๆ ไล่มาตั้งแต่ Prometheus ภาคก่อนของ เอเลี่ยน , X-Men : First Class ภาคก่อนของ X-Men และล่าสุดก็คือ The Hobbit ภาคก่อนสงครามแหวนใน The Lord of the Rings สุดยิ่งใหญ่นั่นเอง

เป็นเรื่องราวการเดินทางผจญภัยของตัวละคร บิลโบ แบ็กกินส์ ผู้ถูกต้อนเข้าสู่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการทวงคืนอาณาจักรคนแคระแห่งเอเรบอร์ ที่สาปสูญหลังจากได้รับชัยชนะจากมังกรสมอว์กมาอย่างยาวนาน เขาถูกทาบทามโดยไม่รู้เรื่องโดยแกนดัล์ฟ พ่อมดลึกลับ บิลโบพบว่าตัวเองต้องร่วมทางกับคนแคระทั้ง 13 ที่นำโดยนักรบในตำนานอย่างธอริน โอเคนชีลด์ การเดินทางของพวกเขาจะนำพวกเขาสู่ป่ารกร้าง ท่ามกลางดินแดนแห่งความไม่น่าไว้วางใจของสิ่งมีชีวิตมากมาย พร้อมด้วยพวกพราย , ก๊อบลินส์ และ ออร์ค ที่ระหว่างการเดินทางของการทวงคืนบ้านเกิดของเหล่า คนแคระ พวกเขาต้องเจออุปสรรค์มากมายอีกด้วย

The Hobbit เป็นหนังภาคต้นก่อนการกำเนิดสงครามอันยิ่งใหญ่ใน The Lord of the Rings ที่แน่นอนว่าผู้กำกับก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ปีเตอร์ แจ็คสัน ผู้กำกับคนเดียวกับ The Lord of the Rings ทั้ง 3 ภาคนั้นเอง โดย The Hobbit ก็ยังคงเป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกันของ เจ อาร์ อาร์ โทลเคี่ยน ที่ ปีเตอร์ แจ็คสัน ตัดสินใจแยกหนัง The Hobbit ออกเป็น 3 ภาค (ทั้งที่หนังสือมีอยู่เพียงเล่มเดียว) โดยในภาคแรกที่เราจะได้ดูกันนั้นชื่อ A Unexpected Journey ซึ่งก่อนอื่นผมก็ต้องขอบอกก่อนเลยว่า โดยส่วนตัวผมนั่นค่อนข้างเป็นคนที่ชอบ The Lord of the Rings มากพอสมควร เพราะถือว่าเป็นหนังในความทรงจำดีๆของผมเรื่องนึงเลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าหากผมจะรู้สึกตื่นเต้นกับ The Hobbit พร้อมด้วยระบบฉาย HFR 3D สุดคมชัด

แต่ก็น่าเสียดาย เมื่อรอบสื่อที่ผมได้ดูนั่นกลับกลายเป็นระบบฉาย 3D แบบเก่าแทน แต่กระนั้นแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะหลังจากผมได้ชม The Hobbit ในรูปแบบ 3D ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้เพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ หรือ ตื่นตา อะไรมากมาย แต่ในฉากการถ่ายทำวิวทิวทัศน์ และ ฉากต่อสู้ที่ใช้ คอมพิวเตอร์ กราฟฟิคหนักๆ ระบบ 3D สามารถทำหน้าที่ให้ฉากเหล่านั้นแลดูสมจริง และ มีมิติ ได้ดีในระดับนึง เช่นเดียวกับวิธีการกำกับหนังชุดนี้ของ ปีเตอร์ แจ็คสัน ที่เราทุกคนน่าจะมีความรู้สึกได้ว่า ตัวเรื่อง The Hobbit อาจจะเล่าเรื่องแบบอืดๆ เอื่อยๆ และขาดเสน่ห์ความหลงใหลแบบ The Lord of the Rings มากพอสมควรเลยก็ว่าได้ครับ

แต่กระนั้นแล้ว ผู้กำกับ ปีเตอร์ แจ็คสัน ก็คล้ายกับว่ามีมนต์สะกดอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับการเดินทางของเหล่า คนแคระ ตลอดเวลา 164 นาที ได้อย่างไม่น่าเบื่อ แถมยังหวนคืนสู่โลกแห่ง มิดเดิ้ลเอิร์ท ได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะใครที่เคยเป็นแฟนของ The Lord of the Rings มาก่อน คุณน่าจะมองข้ามข้อเสียต่างๆใน The Hobbit และมัวตื่นตาไปกับมนต์สะกดของ ผู้กำกับ ไปได้ไม่ยาก

โดยตัวละครที่ตัวหนังพยายามให้เด่น และ เสริมสร้าง มิติ ตัวหนังก็ยังสามารถสื่อสารกับคนดูได้อย่างสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งตนให้ตัวละคร บิลโบ้ แบ๊กกินส์ เป็นคนที่วันๆมัวแต่อยู่ในบ้าน กินนอนคนเดียว สังคมมีแต่เขาคนเดียว ไม่เคยสนใจผู้ใด จนกระทั่งวันนึงเขาต้องมาร่วมเดินทางผจญภัยกับคนหมู่มาก ที่สอนให้เขาได้รู้วิธีการอยู่ร่วมกัน การอยู่รวมในสังคม ว่าต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเสียบ้าง ผสมผสานไปกับฉากแอ็คชั่น ผจญภัย ที่อาจจะมีเสน่ห์ไม่ท่วมเท่า The Lord of the Rings แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในภาค An Unexpected Journey ก็ทำให้เรานึกถึงภาค The Fellowship of the Ring

เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว The Hobbit อาจจะไม่ใช่หนังผจญภัยภาคต้น ที่ทำออกมาได้ดีเท่า The Lord of the Rings แต่กระนั้นแล้วในด้านฉากผจญภัย การเดินทาง และ บทเรียน ในการเดินทางครั้งนี้ ก็ยังเหมือนกับว่ามีมนต์สะกดจาก ผู้กำกับ และ ตัวละคร ที่ทำให้พวกเราชาวมิดเดิ้ลเอิร์ท ยังหลงใหลและสนุกอยู่

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด

————————————————————————-

ขอแชร์เล็กน้อย เกี่ยวกับที่ได้ชมฮอบบิทในระบบ HFR 3D (ไฮเฟรมเรท สามมิติ หนังเราดูปกติ 24 เฟรมต่อวินาที แต่ระบบนี้จะเป็น 48เฟรมต่อวินาที) เป็นสามมิติ ใส่แว่นดู ราคาไม่ต่างจากดีจิตอลสามมิติที่เราดูๆกัน ในไทยมีระบบนี้จำนวนหนึ่ง คลิกดูโรงที่เป็นระบบนี้ ตอนเช็ครอบหนังซื้อตั๋ว เช็คดูดีดี จอกว้างยาวสุด 2.35:1 เสียงอังกฤษ ซับไทยคมดี (HFR 3D แบบเสียงไทยก็มี ของเมเจอร์สาขาปิ่นเกล้าและบางกะปิ)

ความแตกต่างนั้นคุณเองจะแยกได้ทันที คุณจะมองเห็นการเคลื่อนไหวของตัวละครไวมาก ขยับไวเกินความเป็นจริง (แต่ดูไปสักพักปรับตัวได้ก็จะชิน) และจะแปลกใจว่า นี่มันใช่ภาพของหนังแบบที่คุณดูมาทั้งชีวิตจริงๆหรือ ภาพแข็งๆ คนเล่นเกมส์มาก่อนจะรู้สึกคุ้นชินกับภาพแบบนี้ ข้อดีมันคือ ฉากที่มีการเคลื่อนไหวไวไว จะไม่วืด ไม่เบลอ จนดูไม่ออกว่าทำอะไรกัน เช่นฉากการต่อสู้ หล่นจากที่สูง คมชัดทุกจุดของภาพ ยิ่งฮอบบิทมีฉากแนวๆนี้เยอะ คาแรคเตอร์ของตัวละครพื้นผิวเด่นชัด และยิ่งทำให้สนุกกับมุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง ส่วนข้อเสียเท่าที่รู้สึกคือ อารมณ์ของแต่ละฉากแทบไม่แตกต่างกัน แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ ฉากดราม่า ฉากแอคชั่น รู้สึกว่ามันแข็งๆเหมือนกันไปหมด

Tyler ให้ 9/10? อีกประสพการณ์หนึ่งของการดูหนัง อนาคตระบบนี้จะถูกใช้เพิ่มมากขึ้น คิดภาพหนังอวตารภาคใหม่ในระบบนี้ดูครับ