Playing for Keeps : ชีวิตนี้ มีโอกาสแค่เพียงครั้งเดียว

Home / วิจารณ์หนัง / Playing for Keeps : ชีวิตนี้ มีโอกาสแค่เพียงครั้งเดียว

PFK03_ibolNb2Fri34810

ถึงแม้หนังจะไม่ได้ออกมาในรูปแบบเทศกาล คริสต์มาส มากเท่าไหร่ แต่จากหน้าหนังก็คงจะพอเห็นได้ว่า ตัวหนังก็ยังคงมีความอบอุ่นในสไตล์ของตัวผู้กำกับ แกเบรียล มุคนิโค่ มากพอสมควร กับหนังเรื่องล่าสุดของเขาที่ยกเอามาทั้ง เจอร์ราด บัตเลอร์ , อูม่า เธอร์แมน และ แคทธารีน เซต้า โจนส์ มาด้วย

เล่า เรื่องราวของ จอร์จ ดรายเออร์ อดีตนักฟุตบอลอาชีพชื่อดัง ที่พยายามกลับมาสานความสัมพันธ์กับ สเตซี่ย์ ภรรยาเก่าและ ลูอิส ลูกชายคนเดียว โดยเขาตกลงที่จะเป็นโค้ชฟุตบอลให้กับทีมโรงเรียน แต่สิ่งที่ จอร์จ ไม่ได้เตรียมตัวรับมือก็คือ บรรดาคุณแม่ในสนามฟุตบอล ที่จ้องเขาแบบ ตาเป็นมัน บรรดาผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตของเขาก็มี เดนนิส อดีตนักข่าวกีฬาสุด เซ็กซี่ ที่รู้สึกเบื่อชีวิตคู่ของตัวเอง รวมถึง แพ็ตตี้ ที่ต้องการแก้เผ็ด คาร์ล คิง สามีที่นอกใจเธอมาตลอด ถึงแม้ในสนามฟุตบอล จอร์จ จะสามารถควบคุมลูกฟุตบอลได้ตามต้องการ แต่เรื่องของความสัมพันธ์นอกสนาม ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยรักษาเอาไว้ได้เลยนะ

Playing for Keeps กำกับการแสดงโดย แกเบรียล มุคนิโค่ ผู้กำกับที่เคยพาเอา วิล สมิธ ได้ตั๋วไปเกือบได้จับรางวัลออสการ์กับเขามาบ้างแล้วใน The Pursuit of Happyness ก่อนที่จะตามมาด้วยหนังดราม่าสุดเข้มข้นอย่าง Seven Pounds แต่ก็ไม่ได้รุ่งเท่าเรื่องแรกสักเท่าไหร่นัก โดยปีนี้เขาจึงกลับมาทำหนังแบบพ่อลูกอีกครั้งกับ Playing for Keeps ที่นอกจากจะดึงเอาพระเอกหนุ่มเข้มอย่าง เจอร์ราด บัตเลอร์ มาเป็นพระเอกได้แล้ว ตัวหนังยังมีก๊วนสาวๆนักแสดงแถวหน้าอีกมากมายเลยทีเดียว ซึ่งถ้าใครเคยอ่านรีวิวหนังแนวนี้ของผมเรื่องเก่าๆ จะพอรู้ได้ว่าตัวผมนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างชอบหนังที่มีเรื่องราวความสัม พันธุ์พ่อลูกมากพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อตัวเรื่องมีเรื่องหลักเป็นการเอาชนะใจลูกอีกครั้ง ของคุณพ่อขี้แพ้ โดยถึงแม้หลังจะค่อนข้างตามสูตร และไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นก็ตาม

ซึ่งก็ดูเหมือนว่า Playing for Keeps ก็ยังคงเป็นหนังในกลุ่มเดียวกันอย่างที่ผมบอก เพราะตัวหนังเป็นหนังที่มาพร้อมกับเรื่องราว และ วิธีการดำเนินเรื่องแบบตามสูตรเป๊ะๆ โดยที่ตัวหนังไม่ได้มีอะไรใหม่ๆมาเพื่อมัดใจคนดูได้เลยสักนิด เพราะถึงแม้ตัวหนังอาจจะวิธีการเปรียบเปรยชีวิต และ อาชีพของตัวเอกอย่าง นักกีฬาฟุตบอล ซึ่งถ้าหากเราอยู่ในสนาม เราจะมีเวลาซ้อมเท่าไหร่ก่อนลงแข่งจริงก็ได้ แต่ในชีวิตจริง เราล้วนมีแต่การลงแข่งเลยเท่านั้น ไม่มีการเตรียมพร้อม หรือ รับมือใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะการที่ตัวหนังเลือกที่จะเดินตามแบบหนังสูตรมากเกินไป จึงทำให้ประเด็นสอดแทรกต่างๆเหล่านี้ลดลงไป จนปลิวหายไป

โดยที่ แย่ไปกว่านั้นใน Playing for Keeps คงหนีไม่พ้นการที่นอกจากหนังจะทำตามสูตรแทบทุกอย่างแล้ว หนังยังดูเหมือนเป็นหนังฆ่าเวลาของผู้กำกับเสียมากกว่า เพราะตัวละครทั้งหลายในหนังกลับรู้สึกมีแต่ความแบนราบเรียบไปกับตัวบท มากกว่าจะโดดเด้งออกมาแบบใน The Pursuit of Happyness แม้แต่กระทั่งตัวละครหลักอย่าง จอร์จ ดรายเยอร์ ที่ยังแลดูเหมือนตัวละครตายด้าน ที่ตัวหนังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่เป็นคุณพ่อที่ดี แถมยังรู้สึกว่าได้รับโอกาสมากไปด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับตัวละคร แฟนใหม่ ของ สเตย์ซี่ ภรรยาของ จอร์จ ดรายเยอร์ ที่เปรียบเสมือนเป็นเพียงตัวละคร ไม้กั้นไร้ชีวิต ที่เหมือนสร้างมาเพื่อคั้นตัวละครหลัก 2 ตัวนี้ ให้มีปมปัญหา โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิดนั้นเอง เช่นเดียวกับตัวละครคุณแม่ม้ายข้างสนามทั้งหลายนั้นแหละ

ซึ่งสิ่งที่ เห็นว่ายังจะพอช่วยให้ Playing for Keeps ดูดีขึ้นบ้างในสายตาของผม นอกจากเรื่องราวของพ่อลูก ที่เป็นความชอบส่วนตัวแล้ว นั้นคงหนีไม่พ้นด้านของ ทีมนักแสดง ที่ไล่มาตั้งแต่ เจอร์ราด บัตเลอร์ , เจสสิก้า บีล , อูม่า เธอร์แมน , เดนนิส เคว็ด ที่ล้วนแต่สามารถอัพเกรดฟอร์มหนังตามสูตรเรื่องนี้ ให้พอดูดีไปด้วยรังสีออร่าได้ในระดับนึง โดยเฉพาะ แคทธารีน เซต้า โจนส์ ที่หลังจากไปแซ่บมาแล้วใน Rock of Ages เรื่องนี้ก็ยังสามารถโปรยเสน่ห์ปนร้ายได้สนุกพอประมาณ เช่นเดียวกับ อารมณ์ความอบอุ่น และ มุกตลกฮาๆ ที่จังหวะทั้งหลายอาจจะไม่ลง เท่าเรื่องที่ผ่านมาของผู้กำกับ แต่นักแสดงก็ถือได้ว่าช่วยได้ดีทีเดียว

โดย สรุปแล้ว ผมคิดว่าถ้าหากใครที่ชื่นชอบเรื่องราวของ ความสัมพันธุ์พ่อลูก เช่นผม Playing for Keeps ก็ถือว่าเป็นหนังที่พอดูเพลินไปกับก๊วนนักแสดงแถวหน้าได้ดีทีเดียว เพียงแต่ว่าตัวหนังนั้นยังขาดทั้งความสดใหม่ และ อารมณ์ความตั้งใจของผู้กำกับมากพอสมควร ถ้าหากให้เทียบกับผลงานเรื่องเก่าๆ

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด

jfdghjhthit45