Les Miserables ? เมื่อเสน่ห์ของภาพยนตร์และบทเพลงมาบรรจบ

Home / วิจารณ์หนัง / Les Miserables ? เมื่อเสน่ห์ของภาพยนตร์และบทเพลงมาบรรจบ

11_nkitR9SThu95929

คนเรามักแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพื่อช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปบนโลกที่เรื่องเลวร้ายมักเกิดมากกว่า เรื่องดีๆ นี้ได้ ใครยึดถือสิ่งใดการกระทำหรืออุปนิสัยก็จะแสดงออกมาตามสิ่งที่ยึดนั้น บางคนนำศาสนามายึดเหนี่ยวและนำทาง บางคนยึดถือเป้าหมายและพยายามมุ่งไปที่นั้น บางคนยึดถือกฎหมายว่าสิ่งนี้คือความถูกต้องเที่ยงธรรม บางคนยึดถือผลประโยชน์และเงินตรายิ่งมากยิ่งดีโดยไม่คำนึงว่าจะได้มาด้วย วิธีการใด บางคนยึดในตัวบุคคลที่จะต้องปกปักษ์ดูแล หรือบางคนยึดถือศีลธรรมการกระทำที่พึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่มีใครบอกได้ว่าสิ่งที่แต่ละคนยึดถือนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหรือถูก แต่ละคนล้วนมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง มาตรวัดความดีความเลวของแต่ละคนนั้นก็ไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับตัวละครทุกตัวใน Les Miserables ที่จะว่าไปก็น่ายกย่อง เพราะทุกตัวละครยึดถือในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและมุ่งมั่นไปให้สุดทางตามเส้นทางที่ตัวเองได้เลือกแล้ว?

Les Miserables กำกับโดย ทอม ฮูเปอร์ ผู้ฝากผลงาน The King?s Speech (2010) ที่ได้ 4 รางวัลออสการ์เป็นเครื่องการันตีความยอดเยี่ยมในฝีมือของเขา เริ่มแรก Les Miserables คือวรรณกรรมของนักเขียนชาวฝรั่งเศส วิกเตอร์ อูโก้ ตั้งแต่ปี ค. ศ. 1862 ก่อนที่จะถูกดัดแปลงมาเป็นละครบรอดเวย์จนโด่งดังไปทั่วโลก!

Les Miserables เล่าเรื่องราวชีวิตของ ฌอง วัลฌอง (ฮิวจ์ แจ็คแมน) นักโทษที่ถูกขุมครั้งร่วม 20 ปี ในข้อหาขโมยขนมปัง ซึ่งได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระชั่วคราวโดย ฌาแวร์ (รัซเซลลฺ์ โครว์) ผู้รักษากฎหมายที่ไม่เชื่อว่าจะมีคนเลวใครกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ ฌองใช้ชีวิตบนโลกภายนอกอย่างยากลำบาก แต่ด้วยเมตตาของบิชอป ทำให้ ฌอง เลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองได้สำเร็จ

8 ปีต่อมา ฌอง ได้เป็นเมอซิเออร์มาดเลนเจ้าของโรงงานและเป็นนายกเทศมนตรีที่ได้รับการนับ หน้าถือตา แต่เขาต้องปกปิดฐานะที่แท้จริงเหตุจากการหลบหนีทัณฑ์บน! ฟองทีน (แอน แฮตธาเวย์) หนึ่งในคนงานของเขาได้ถูกไล่ออกจากงานด้วยเหตุผลอันไม่สมควร ฟองทีน ขอความช่วยเหลือจากวัลฌองแต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล ชีวิตของเธอตกต่ำลงเมื่อต้องขายตัวแลกกับเงินที่จะส่งไปให้ลูกสาว จิตใจและร่างกายของเธอบอบช้ำอย่างหนัก ก่อนตายเธอได้ฝากฝังลูกสาวนามโคเซตต์ไว้ให้กับ ฌอง ซึ่ง ฌองสัญญาว่าจะดูแลเธอให้ดีที่สุดเป็นการไถ่โทษความผิดที่ไม่ได้ช่วยเหลือ เธอ!

หลายปีต่อมา ฌอง และ โคเซตต์ (อแมนด้า เซย์เฟรด) มีชีวิตที่ต้องคอยหลบหนีกาตามล่าของ ฌาแวร์ จนทั้งสองต้องไปพัวพันกับเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ทำให้โคเซตต์ได้พบกับ มารีอุส (เอ็ดดี้ เรดเมย์เน่) หนึ่งในนักปฏิวัติ ทั้งสองได้ตกหลุมรักกัน ฌอง จึงวางใจว่ามีโคเซตต์มีคนดูแล และรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่เขากับฌาแวร์ต้องมาจบเรื่องราวที่กินเวลามาอย่าง ยาวนาน?

ผู้กำกับ ทอม ฮูเปอร์ เลือกที่จะยก Les Miserables ฉบับบรอดเวย์มาสู่จอภาพยนตร์ ดำเนินเรื่องราวทั้งหมดด้วยการขับร้องบทเพลงตั้งแต่ต้นไปจนจบ ด้วยเทคนิคการร้องสดเพื่อให้นักแสดงถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาให้ได้มาก ที่สุด! และมาพร้อมกับความอลังการของฉากต่างๆ ช่วยเสริมให้ฉบับภาพยนตร์ดูยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น! หากใครที่ไม่คุ้นเคยกับการดำเนินเรื่องที่นักแสดงขับร้องบทเพลงโต้ตอบแทนบท สนทนาตามปกติแล้วละก็ นี่จะเป็นประสบการณ์อันแปลกใหม่ ที่หากปรับตัวได้แล้วละก็คุณจะได้ดื่มด่ำไปกับเสน่ห์ของบทเพลงและทึ่งในความ สามารถของนักแสดงที่สื่ออารมณ์ออกมาได้ดี ทั้งการร้องและการแสดง

แต่ละบทเพลงถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลัง เนื้อหาของบทเพลงกินใจ แม้จะถูกนำมาแปลเป็นซับภาษาไทยให้ได้อ่าน แต่ก็ไม่อาจปิดบังความงดงามของภาษาและความหมายที่ยังคงร่วมสมัย ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นตรงช่วงท่อนประสานเสียง ที่แต่ละตัวละครต่างใช้ทำนองเพลงเดียวกันแต่ร้องด้วยเนื้อร้องที่แตกต่าง ทั้งคำร้องและความหมาย เป็นการสื่อให้เห็นถึงมนต์เสน่ห์แห่งท่วงทำนองอย่างแท้จริง!

ฮิวจ์ แจ็คแมน ได้รับบทบาทหนักเพราะเขาต้องแบกหนังไว้ทั้งเรื่องแต่เขาก็สามารถทำหน้าที่ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เช่นเดียวกับ แอน แฮทธาเวย์ แม้บทฟองทีนจะมีไม่มากนักแต่เธอก็สามารถสร้างซีนที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ ขึ้นมาได้อย่างน่าชื่นชม นอกจากนี้ หากมองในภาพรวมนักแสดงทุกคนในเรื่องต่างก็แสดงฝีมือทั้งการร้องและการ แสดงออกมาได้อย่างน่าประทับใจ และทำให้ด้านการแสดงของ Les Miserables เป็นส่วนที่เข้มแข็งอีกส่วนหนึ่งนอกจากบทเพลง!

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผู้ชมกำลังเพลิดเพลินไปกับบทเพลงอยู่ อารมณ์กลับต้องสะดุดหยุดลง เมื่อการตัดต่อมาทำให้ทุกอย่างที่ทำได้ดีมาตลอดต้องมีตำหนิ จากความไม่แนบเนียนและไม่ต่อเนื่องอยู่บ้างในการตัดฉากไปสู่ฉากใหม่ ซึ่งนี่อาจเป็นจุดบอดที่สำคัญของการนำบรอดเวย์มาสู่จอเงิน เพราะในขณะที่เรื่องราวกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น การตัดสลับไปอีกฉากเพื่อรักษาความต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่เนื่องจากหนังเรื่องนี้นอกจากขับเคลื่อนด้วยเรื่องราวตามปกติแล้วยังขับ เคลื่อนด้วยท่วงทำนองและบทเพลงอีกด้วย การตัดฉากไปสู่อีกฉากโดยบทเพลงยังไม่จบลงสมบูรณ์ทำให้อารมณ์ของผู้ชมนั้น ต้องขาดตอน คล้ายกับขณะกำลังทานอาหารอยู่อย่างอร่อยแต่กลับถูกเรียกให้หยุดทานซะอย่าง งั้น! แม้จะทำให้ผู้ชมสามารถตามเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แต่มันก็แลกด้วยความดื่มด่ำในบทเพลงที่รู้สึกว่าพร่องลงไป ยังรวมถึงการให้กล้องจับภาพสีหน้าของนักแสดงเพื่อสื่ออารมณ์ของบทเพลงนาน เกินไป จนละเลยที่จะนำจังหวะนี้มาใช้ประโยชน์จากฉากสุดตระการตาที่อุตส่าห์เนรมิต ขึ้นมาอย่างน่าเสียดาย!

ทุกตัวละครใน Les Miserables ต่างเป็นคนที่ยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและก้าวเดินไปบนเส้นทางนั้นอย่าง ไม่ลังเลหรือเปลี่ยนแปลง บางคนก็ยึดถือในสิ่งที่มาตรวัดทางสังคมมองว่าคือความดี แน่นอนย่อมมีด้านตรงข้ามคือความเลวด้วย แต่ไม่ว่าอย่างไรหนังก็นำพาผู้ชมไปรับทราบบทสรุปในตอนท้าย! หนังไม่ได้ทำตัวเป็นกรรมกการตัดสินว่าสิ่งที่แต่ละตัวละครยึดมั่นนั้นสิ่งใด ถูกสิ่งใดผิด แต่ผู้ชมจะรับรู้ได้ด้วยมาตรวัดของแต่ละคน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดและปรากฎในทุกตัวละคร คือความแน่วแน่ในเส้นทางที่แต่ละตัวละครได้เลือกเดิน ที่เมื่อตัดสินเลือกมันแล้วก็อย่าได้หวั่นไหวกับสิ่งที่ตัวเองยึดถือว่าถูก ต้อง แม้สุดท้ายปลายทางคือความตายแต่มันก็เป็นความตายที่สง่างาม!

Les Miserables เป็นหนังเพลงเรื่องยิ่งใหญ่ที่หาชมไม่ได้ง่ายๆ เป็นการนำเสน่ห์ของภาพยนตร์และบทเพลงมาผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ถึงในความยอดเยี่ยมจะมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่วิธีการความเข้มข้นของเรื่องราวและวิธีการนำเสนอด้วยการร้องสด ก็มีพลังมากพอที่จะทำให้เรามองข้ามปัญหาเหล่านั้นไปได้บ้าง นอกจากนี้ตัวหนังยังถ่ายทอดเนื้อหาที่แฝงสาระข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้ กลับไปขบคิดเป็นอาหารสมอง และที่น่ายกย่องเหนืออื่นใดคือ ตัวบทประพันธ์ของ วิกเตอร์ อูโก้ ที่ผ่านกาลเวลามายาวนานเท่าใด แต่แก่นแท้ของเรื่องมันยังคงร่วมสมัยอยู่ไม่ว่าจะปัจจุบันนี้หรืออนาคตข้างหน้า!

Les Miserables ผมให้ 4 (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree

jfdghjhthit45