The Last Tycoon – เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้คนสุดท้าย ดูแล้วมาคุยกัน

Home / วิจารณ์หนัง / The Last Tycoon – เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้คนสุดท้าย ดูแล้วมาคุยกัน

lasttycoon02

เรื่องราวของวงการมาเฟียจีนที่ไม่ได้ผ่านสายตานักดูหนังชาวไทยมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะด้วยกระแสเจ กระแสเค ที่เข้ามาตีตลาดในไทยจนกระจุย จนทำให้กระแสซี ที่เคยโด่งดังและเป็นที่คุ้นเคยของคนไทยมาโดยตลอดได้หลบเลือนไป ภาพยนตร์จีนหรือฮ่องกงที่เข้ามาฉายในไทยก็ลดน้อยลง มิพักเอ่ยถึงทีวีที่ทุกวันนี้นึกไม่ออกเลยมีหนังจีนด้วยหรือไม่? The Last Tycoon หรือชื่อภาษาไทยที่สื่อได้ชัดเจนยิ่งกว่าว่า เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้คนสุดท้าย คือภาพยนตร์ที่จะทำให้นักดูหนังรุ่นเก๋าได้หวนรำลึกความหลัง และนักดูหนังรุ่นใหม่ ควรจะได้ชมเพื่อจะได้รู้ว่าเสน่ห์ของหนังแก๊งสเตอร์เอเชียมันต่างจากแก๊งสเตอร์ตะวันตกอย่างไร?

The Last Tycoon ได้ แอนดรูว์ เลา ผู้เคยสร้าง Infernal Affairs และ The Storm Riders จนโด่งดังในระดับปรากฎการณ์มาแล้ว มาทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ไม่ใช่ผู้กำกับ! แต่เพราะลูกเล่นการประชาสัมพันธ์ในประเทศไทยที่อาศัยชื่อเสียงของ แอนดรูว์ เลา อาจทำให้ผู้ชมบางส่วนเข้าผิดว่า แอนดรูว์ เลา กำกับ ซึ่งแท้จริงแล้วคนที่กำกับเรื่องนี้คือ หว่อง จิง และยังได้ หยีชุงมั่น นักออกแบบงานสร้างมือหนึ่งของเอเชีย ที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์ Curse of the Golden Flower ก็มารับหน้าที่เนรมิตเมืองเซี่ยงไฮ้ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้? นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงด้วยว่า ความโด่งดังของ เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ของ TVB ประเทศฮ่องกง เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่โจวเหวินฟะเคย แสดงไว้ในมาตรฐานระดับสูง ทำให้กว่าจะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องรอให้เวลาผ่านมากว่า 27 ปี ถึงจะมีการสร้างเรื่องราวที่เกี่ยวกับเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ขึ้นอีกครั้ง? และที่พิเศษที่สุดคือ หากโจวเหวินฟะไม่ตกลงมาแสดงนำ โครงการภาพยนตร์ The Last Tycoon ก็จะเป็นหมันไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง!

หนังเล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต!ของ เฉิงต้าชี่ (หวงเสี่ยวหมิง/โจวเหวินฟะ) เด็กหนุ่มชนบทมีความฝันว่าจะเป็นใหญ่ในเซี่ยงไฮ้และมีคนรักนาม เหย่จือฉิว (หยวนเฉวียน) ซึ่งเธอฝันจะเป็นนักแสดงอุปรากรจีนชื่อดังในปักกิ่ง แต่วันหนึ่งเฉิงกลับถูกใส่ร้ายในข้อหาข่มขืนและฆ่าคนตาย แต่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้การเหมา (อู๋เจิ้นยี่) ช่วยให้แหกคุกออกมาได้ จือฉิวได้ออกทางไปยังปักกิ่งแล้ว เฉิงจึงเดินทางเข้าเซี่ยงไฮ้มาตามความฝัน เป็นนักเลงร้านถิ่นจนได้มาเข้าสังกัดของฮงชูหทิง (หงจินเป่า) ด้วยความซื่อสัตย์ต่อนายและเฉลียวฉลาด เฺฉิงสามารถไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ได้สำเร็จความเป็นผู้มี อิทธิพลในเซี่ยงไฮ้ ทำให้เขาถูกหมายหัวจากทางการญี่ปุ่นที่กำลังสร้างความยิ่งใหญ่ของกองทัพแห่ง มหาเอเชียบูรพาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์ได้บานปลาย ผู้คนมากมายที่เขารักและบุคคลที่เขาเคารพถูกทำร้าย เฉิงซึ่งเป็นเจ้าพ่อแห่งเซี่ยงไฮ้วางแผนเขาต่อต้านทางการญี่ปุ่นในที่สุด!

จะว่าไปแล้วด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ วงการมาเฟียแห่งเซี่ยงไฮ้ ก็มีความกดดันมากพออยู่แล้ว แต่การมีทีมงานสร้างที่มีชื่อเสียงและรวมถึงการเป็นแหล่งรวมนักแสดงชั้นนำ ที่ชาวเอเชียค่อนข้างคุ้นเคย (แน่นอนรวมถึงชาวไทย) รวมถึงดารานำที่เคยไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ดมาแล้วอย่าง โจวเหวินฟะ มานำแสดง ยิ่งเป็นการเพิ่มความกดดันและความคาดหวังจากผู้ชมมากยิ่งขึ้นไปอีก

ในหนังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่หากใครคุ้นเคยหรือยังจำได้กับภาพยนตร์แนว มาเฟียของจีนจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องราวของคนจะเป็นใหญ่ใจต้องเหี้ยม ผู้มีอิทธิพลที่ประชาชนเคารพ ข้าราชการยำเกรง ผ่านร้อนผ่านหนาวจนก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุด ที่เต็มไปด้วย เรื่องราวการตามความฝัน มาเฟียคุณธรรมที่ดำรงชีวิตด้วยวิธีทางสุจริต ข้าราชการทุจริต ความรัก 3 เส้า บุญคุณความแค้น การเสียสละและการหักหลัง ฯลฯ ซึ่งต้องยอมรับว่ามันมีความน้ำเน่าอยู่ในเรื่องที แต่เป็นน้ำเน่าในระดับที่ถูกจริตกับคนไทย ที่กล่าวมาทั้่งหมดคือเสน่ห์ของหนังแก๊งสเตอร์เอเชียที่นักดูหนังรุ่นก่อน รัก

หนังต้องการใช้พลังดาราของ โจวเหวินฟะ ให้มากที่สุด การดำเนินเรื่องจึงเป็นลักษณะของการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นปัจจุบันตัด สลับกับเรื่องราวในอดีต เป็นลักษณะของรู้ผลแล้วค่อยย้อนไปดูเหตุ! การดำเนินด้วยวิธีนี้เป็นแนวคิดที่น่าสนใจกว่าการดำเนินเรื่องตามแนวทางปกติ แต่ในช่วงครึ่งแรก ตัวหนังกลับประสบปัญหาจากการตัดต่อที่ทำออกมาได้ค่อนข้างหยาบ ห้วนและดูจะเร่งร้อนที่จะเล่าเรื่องมากเกินไป แม้ โจวเหวินฟะ จะมีความคล้ายคลึงกับ หวงเสี่ยวหมิง แต่ในสายตาของผู้ชมย่อมต้องใช้เวลาอยู่บ้างในการทำให้รู้สึกคุ้นชิน การเห็นเฉิงต้าชี่ที่แสดงโดย โจวเหวินฟะ เข้าฉากกับ หงจินเป่า และ อู่เจิ้นยี่ ในตอนต้นเรื่องที่เล่าเหตุการณ์ในปัจจุบันจึงดูค่อนข้างประดักประเดิดอยู่บ้าง! เพราะก่อนหน้านั้นเราเพิ่งเห็นเฉิงต้าชี่ที่แสดงโดย หวงเสี่ยวหมิง ไปไม่นาน และเราก็รับรู้ว่าเฉิงต้าชี่มีวัยที่อ่อนเยาว์กว่าพวกเขาทั้งสอง! แต่เมื่อตัดฉากมายังปัจจุบันเรากลับไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของช่วงวัยทำให้ ระหว่างชมเกิดความรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง!

การออกแบบงานสร้างในเรื่องนี้นับว่าโดดเด่น ฉากเมืองเซี่ยงไฮ้ที่กว้างใหญ่และมีชีวิตชีวา ทำให้เชื่อว่าที่แห่งนี้คือสถานที่มีโอกาสและสามารถสร้างคนธรรมดาให้ขึ้นมา เป็นใหญ่เป็นโตได้ ฉากกองบินญี่ปุ่นมาทิ้งระเบิดที่เซี่ยงไฮ้เป็นอีกฉากหนึ่งที่ทำออกมาได้ถึง!

แม้จะดูออก ?ว่า? มันคือซีจีในบางส่วนแต่การเห็นอาคารบ้านช่องเสียหายและเสียงอึกทึกอึงอล ทำให้รู้สึกถึงความสมจริงมากยิ่งขึ้น และดูเหมือนผู้สร้างจะเสียดายฉากระเบิดที่ถ่ายทำออกมา จึงได้นำมาใช้เยอะมากจนเกิดความรู้สึกเกินพอดีไปสักนิด!

ฉากแอ็คชั่นในเรื่องก็เป็นรูปแบบเฉพาะของหนังมาเฟีย ที่ตัดสินกันด้วยพละกำลังและกระสุนปืน การออกแบบฉากการต่อสู้ในภาพรวมทำออกมาได้มันสะใจ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาและทำให้ความจริงจังที่หนังสร้างมาโดยตลอดต้องมลายหายไป คือกลยุทธ์ในการต่อต้านญี่ปุ่นซึ่งเป็นส่วนไคลแม็กซ์ของเรื่อง น่าเสียดาย! กับการสร้างเงื่อนไขขึ้นมาให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกว่าสถานการณ์ในเรื่องดู สิ้นหวังและยากจะกู้คืนเซี่ยงไฮ้จากญี่ปุ่นได้ การหาทางออกของสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกอย่างควรทำให้สนุกเหลือคาดและดูสม เหตุสมผล แต่บทสรุปกลับเป็นในทางตรงกันข้าม ทุกอย่างดูง่ายดายไปหมดจนไม่มีอะไรให้ลุ้นมากนัก แถมยังเป็นการลดความน่าเกรงขามของกองทัพญี่ปุ่นให้หมดลง กับการที่ถูกลูกน้องของเฉิงต้าชี่ทำความเสียหายถึงขนาดนั้น!

ท้ายที่สุด The Last Tycoon คือหนังที่เรียกความทรงจำเก่าๆ และความประทับใจที่เคยมีต่อหนังมาเฟียจีนให้กลับมาอีกครั้ง แม้จุดบกพร่องจะมีปรากฎให้เห็นอยู่พอสมควร แต่การแสดงของเหล่านักแสดงชั้นนำที่ต่างทำหน้าที่ของตนเองได้ดีทุกคน รวมถึงฉากเมืองเซี่ยงไฮ้ที่งดงามตระการตา ก็ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังมาเฟียจีนอีกเรื่องที่น่าประท้บใจ!

The Last Tycoon ผมให้ 3 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree

http://charthree.wordpress.com