Zero Dark Thirty ? ปฏิบัติการที่ไม่มีฝ่ายใดชนะ

Home / วิจารณ์หนัง / Zero Dark Thirty ? ปฏิบัติการที่ไม่มีฝ่ายใดชนะ

Zero_dLpunwDWed101910

แค่การนำเรื่องราวของ การบุกลอบสังหาร?อุซามะฮ์ บิน ลาดิน (Osama Bin Laden) ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ (Al-Qaeda) ผู้เป็นชนวนเหตุสำคัญให้เกิดเหตุการณ์ 9/11 ที่โลกตกตะลึง ก็เพียงที่จะปลุกเร้าความน่าสนใจของผู้ชมต่อภาพยนตร์ Zero Dark Thirty ได้มากพอแล้ว แต่เมื่อได้ชมตัวหนัง เรากลับพบว่ามันมีอะไรมากกว่าหน้าหนังที่เราเห็นมากมายนัก จังหวะการเล่าเรื่องเปรียบไปก็ดั่งมหาสุมทรที่คลื่นลมสงบ ที่ค่อยๆ แปรปรวน จนคลุ้มคลั่งมิอาจหยุดยั้ง จนเมื่อช่วงไคล์แม็กซ์ค่อยหนังผ่านไปก็กลับมาเป็นมหาสมุทรที่มีแต่ความสงบ เช่นเดียวกับตอนแรก

Zero Dark Thirty กำกับโดยผู้กำกับหญิงที่มีรางวัลออสการ์เป็นเครื่องการันตีความยอดเยี่ยมของ แคธรีน บิเกโลว์ ที่ผลงานล่าสุดยังคงวนเวียนเกี่ยวกับสงครามยุคใหม่ ที่ศัตรูอยู่ในที่มืดและใช้รูปแบบการโจมตีในจังหวะที่คาดไม่ถึง ซึ่งเรารู้จักกันดีในนาม ผู้ก่อการร้าย (Terrorists) เล่าเรื่องราว การตามหาบุคคลอันดับหนึ่งในทางการสหรัฐฯ ต้องการตัวมากที่สุด นั่นคือ?อุซามะฮ์ บิน ลาดิน เพราะหลังจากเหตุการณ์ 9/11 เขาก็เหมือนกับหายสาบสูญไป แต่ว่าทีมสอบสวนของอเมริกาก็ยังคงทำหน้าที่ในการตามล่าตามล้างเหล่าผู้ก่อ ร้ายทั่วโลกโดยมี บิน ลาดิน เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง ซึ่ง มายา (เจสสิก้า แชสแท่น) เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของซีไอเอ ซึ่งเธอทำหน้าที่ของเธออย่างแข็งขันเป็นเวลาหลายปี สิ่งแวดล้อมและหน้าที่การงานเริ่มเกาะกินจิตใจของเธอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอและทีมงานได้พบ อะบู อาห์เม็ด บุคคลซึ่งเป็นเบาะแสสำคัญหนึ่ง! ที่อาจนำไปสู่การค้นพบคนที่เธอตามล่ามาตลอด อุซามะฮ์ บิน ลาดิน

หนังขึ้นต้นว่า สร้างมาจากปากคำของผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ราวกับเป็นการชวนเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังจะได้เห็นต่อไปจากนี้ประกอบไปด้วย ความจริงมากกว่าการแต่งแต้มขึ้นมา แน่นอน! ว่ารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับแผนการจู่โจมบ้านในแทบ แอบบอตทาบัด (Abbottabad) ในประเทศปากีสถาน เป็นเรื่องจริงที่เราทุกคนส่วนใหญ่ยังจำได้! แต่ว่ารายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ คือการเติมเต็มให้เรื่องราวเกิดความสมบูรณ์ ในการที่จะประสานเรื่องจริงกับจินตนาการเข้าด้วยกัน ต้องเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ ซึ่ง แคธรีน บิเกโลว์ ซึ่งเคยสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีชอย่าง The Hurt Locker (2009) ได้สร้างจิตวิญญาณให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่โดยพื้นฐานแล้วชาวต่างชาติอย่างเราอาจไม่อินกับเหตุการณ์นี้เท่ากับคน อเมริกา ให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกขึ้นระหว่างที่ชมหนังเรื่องนี้ ราวกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าในช่วง 30 นาทีสุดท้ายของหนัง เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เป็นตัวกำหนดอนาคตของโลกนี้ก็ไม่ปาน!

เจสซิก้า แชสแท่น นักแสดงวัย 35 ปี ที่มารับบท มายา เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของซีไอเอ ซึ่งคาดว่าจะเป็นบทหนังที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของเธอ เพราะเธอคือผู้ที่แบกหนังไว้ทั้งเรื่องด้วยตัวเพียงคนเดียว การแต่งกายที่ทะมัดทะแมงและบุคลิกนิ่งๆ ช่วยเสริมให้ตัวละคร มายา เป็นผู้หญิงในแบบที่ทุกคนไม่กล้าตอแยกับเธอ! ซึ่งแชสแท่นมอบการแสดงในระดับที่น่าทึ่ง! เราได้เห็นถึงความกดดันในการทำงานที่ใช้เวลาไปเท่าไหร่ก็มิอาจหาทางออกได้ ความขัดแย้งของทีมงานอันเกิดจากการคำนวนผิดพลาด จนเกิดเหตุการรณ์ก่อการร้ายขึ้นในหลายๆ ประเทศ ปมปัญหาของตัวละครที่เป็นเหตุผลว่าทำไม มายา ถึงต้องการค้นหา บิน ลาดิน ให้เจอ! จะว่าไปแล้ว มายา เป็นตัวละครที่ผู้ชายทุกคนคงไม่อยากพบเจอในชีวิตจริง เพราะเธอไม่มีเสน่ห์ของความเป็นผู้หญิงหรือแม้กระทั่งผู้หญิงด้วยกันเองยัง ไม่แน่ใจกับการคบหากับเธอ!

แชสแท่น และ บิเกโลว์ ช่วยกันสร้าง ให้มายาเป็นผู้หญิงที่มีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเธอ แต่เราก็พอจะรู้ว่ามันก็คงเปลี่ยวเหงา สังเกตจากตอนต้นและตอนจบของเรื่อง! แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือการที่ตัวละครหญิงสาวที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สอบสวนเช่นเดียวกับเธอ ได้ถามมายาในร้านอาหารว่า เธอเคยมีเพื่อนหรือเปล่า? นั่นคือคำจำกัดความของตัวละครตัวนี้ได้อย่างดีที่สุด!

ทั้งนี้หนังนำเสนอตัวเองในลักษณะหนังแนวสืบสวนสอบสวน ที่กินเวลาร่วม 10 ปี กับการตามหาเบาะแสที่จะชี้ให้ทราบว่า บิน ลาดิน อยู่ที่ไหน หนังค่อยๆ ให้ข้อมูลอย่างไม่เร่งรัดหรือยัดเยียดมากจนผู้ชมจับต้นชนปลายไม่ถูก ซึ่งช่วยให้เราสามารถติดตามเรื่องราวและเข้าใจถึงสถานการณ์ในภาพรวมว่า การค้นพบ บิน ลาดิน คือหลักชัยหนึ่งในการหยุดยั้งการโจมตีจากเหล่าผู้ก่อการร้ายได้ และทำให้เวลากว่า 2 ชั่วโมงที่ผ่านไปกับการติดตามประเด็นการสืบสวนและการกระทำของมายาเป็นไปด้วย ความเพลิดเพลินกว่าที่คิด!

และการที่ผู้สร้างสามารถทำให้ผู้ชมสนุกไปกับการสืบสวนและค้นหาเบาะแส ต่างๆ แล้วละก็ เมื่อหนังเดินทางมาถึงช่วงของการปฏิบัติการครั้งสำคัญที่โลกต้องจารึก จึงเป็นอะไรที่สนุก ตื่นเต้นและลุ้นระทึกไปกับวิธีการจู่โจมแบบสายฟ้าแลบของหน่วยซีล (SEALs) ทีม 6 แห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ที่แต่ละการกระทำ แต่ละย่างก้าวของหน่วยซีลนั้น ทำให้แทบลืมหายใจ! การไม่ใส่ดนตรีประกอบใดๆ เข้ามาเร้าผู้ชมให้ตื่นเต้นกับสถานการณ์ในขณะนั้น แต่ให้ผู้ชมได้รับรู้และซึมซับบรรยากาศความตรึงเครียดด้วยตัวเอง ที่ทำให้ผลที่เลิศยิ่งกว่า ในด้านความสมจริงและรู้สึกคล้ายกับว่าเรากำลังร่วมอยู่ในปฏิบัิติการด้วยก็ ไม่ปาน นับเป็นฉากอันสุดแสนประทับใจและต้องเป็นที่กล่าวถึงในทุกครั้งที่พูดถึง Zero Dark Thirty ซึ่งแสดงให้เห็นว่า?บิเกโลว์ ทำฉากสำคัญฉากนี้ด้วยความเข้าใจ มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ของฉากนี้จะไม่ยอดเยี่ยมอย่างที่เป็นอยู่! หากไม่ใช่บิเกโลว์เป็นคนทำ!

ผู้สร้างตรงไปตรงมากับการนำเสนอเรื่องราวที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน โดยไม่เข้าข้างหรือเชิดชูอเมริกาตามธรรมเนียมของหนังประเภทนี้ส่วนใหญ่ที่ มักจะทำกัน แถมยังมีฉากจิกกัดอเมริกาแบบเนียนๆ ต่อการกระทำที่ปลิ้นปล้อนตลบแตลงต่อชาวโลก และหนังไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าการที่ปฏิบัติภารกิจสำเร็จคือชัยชนะ! ที่ควรจะภูมิใจหรือได้รับการยกย่อง มันกลับหดหู่และดูไร้แก่นสาร เมื่อคำนึงถึงทรัพยากรที่หมดไปมากมายมหาศาล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและที่สำคัญคือทรัพยากรบุคคล! ที่ไม่รู้ว่ามีผู้เสียชีวิต พิการ บาดเจ็บ ไปมากน้อยเพียงไร กับการตามล่าเหล่าแกนนำผู้ก่อการร้ายหรือแม้กระทั่งการก่อสงคราม!

ที่บทสรุปสุดท้ายไม่มีใครที่ได้เป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง จะมีก็แต่ผู้พ่ายแพ้มากมาย เฉกเช่นเดียวกับมายาหลังจากทำหน้าที่ของเธอเสร็จสิ้น ราวกลับเป็นการเย้ยหยัน! เมื่อสิ่งที่เธอได้รับไม่ใช่การแสดงความยินดีและสรรเสริญในการทำหน้าที่ของ เธอ แต่มันคือความอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว ไม่เหลือใคร ในขณะที่เธอกำลังเดินทางกลับอเมริกา เธออาจกำลังตั้งคำถามอยู่ว่า สิ่งที่เธอได้ทำสำเร็จนั้นมันมีคุณค่าและความหมายอะไรสำหรับชีวิตของเธอ!?

Zero Dark Thirty ผมให้ 5 ดาว (เต็ม 5)

โดย Charthree

http://charthree.wordpress.com