Mama ? ผีหวงลูก ดูแล้วมาคุยกัน

Home / วิจารณ์หนัง / Mama ? ผีหวงลูก ดูแล้วมาคุยกัน

mama03_szdjH4IWed15149

Mama เป็นชื่อภาพยนตร์ที่ตั้งได้ตรงไปตรงมา แค่เพียงเห็นก็พอที่จะเดาได้ไม่ยากเลยว่าหัวใจของเรื่องนั้นเกี่ยวกับอะไร สำหรับเรื่องนี้นำเสนอในแนวระทึกขวัญเหนือธรรมชาติ และเป็นเช่นเดียวกับชื่อ! ตัวหนังเล่าเรื่องไม่ยอกย้อน เรียกได้ว่าเปิดเผยด้วยซ้ำ ว่านำเสอนตัวเองอยู่ในระดับใดและทำให้ผู้ชมได้รับทราบ (และยอมรับ) กับสิ่งที่กำลังจะตามมา?

ทั้งโปสเตอร์ ตัวอย่าง หรือแม้กระทั่งฉากเครดิตตอนเปิดหนัง ที่พยายามใช้ชื่อของ กิลเลอร์โม เดล โตโร่ ผู้กำกับชื่อดัง ราวกับว่าตัวเขานั้นเป็นผู้กำกับ! ทั้งที่จริงเขาทำหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการสร้างต่างหาก (แต่ปีนี้เราจะได้ชมผลงานกำกับเรื่องใหม่ของเขา Pacific Rim (2013)) ทำให้เราแทบจะไม่รู้เลยว่า Mama นั้นที่จริงกำกับโดย แอนเดรียส มูเชสต์ติ

เรื่องราวใน Mama เริ่มต้นขึ้นเมื่อเหตุการณ์วิกฤติการณ์เงินของสหรัฐฯ เมื่อปี 2008 (Financial Crisis of 2007?2008) พ่อของวิคตอเรีย?(เมแกน คาร์เพนเทียร์) วัย 3 ปี และ ลิลลี่ (อิซาเบลล์ เนลิสส์) วัย 1 ปี ได้นำพาพวกเขาทั้งสองมายังกระท่อมกลางป่าเพื่อจะจบชีวิต จากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามา หลังจากที่เขาได้สังหารหุ่นส่วนทางธุรกิจและภรรยาของตนเอง แต่แล้ววิคตอเรียกับลิลลี่สามารถรอดชีวิตได้อย่างปฏิหารย์และอาศัยอยู่ใน กระท่อมกลางป่าเป็นเวลากว่า 5 ปี ลูคัส (นิโคลาจ คอสเตอร์-วัลโด) ผู้เป็นอาและแฟนสาวชาวร็อคแอนนาเบล (เจสซิก้า แชสแท่น) จึงค้นพบพวกเธอ แอนนาเบลและลูคัสพยายามดูแลและสอนเด็กทั้งสองให้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบคน ธรรมดา แต่ทว่าเหมือนเด็กทั้งสองจะมีบางสิ่งที่ดูแลพวกเขาอยู่ก่อนแล้วที่พวกเธอ เรียกว่า มาม่า!!

ตัวหนังมาพร้อมกับบรรยากาศลึกลับและไม่น่าไว้วางใจ รวมถึงดนตรีประกอบที่ทำให้รู้สึกหลอนๆ อยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เห็นเด็กทั้งสอง และอาจจะกล่าวได้ Mama ไม่ใช่หนังแนวลึกลับน่ากลัวเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อพิจารณาตัวหนังในภาพรวมแล้ว หนังมีความแฟนตาซีผสมอยู่มากทีเดียว! ซึ่งชัดเจน ว่าเป็นแนวทางถนัดของ เดล โตโร่ ที่ในความแฟนตาซีมักจะใส่อะไรที่มันดูจริงจังลงไป และในเรื่องนี้คือ ว่าด้วยเรื่องของรักของแม่ที่มีต่อลูก! ในแบบไม่ปกติสักเท่าไหร่กับผีมาม่าที่เลี้ยงดูเด็กๆ มา และหญิงสาวชาวร็อคที่ต้องมาเป็นแม่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

หนังเลือกที่จะเปิดเผยตัวมาม่าตั้งแต่ต้นๆ ในแบบที่ให้รู้กันไปเลยว่าคือ ผีสาว! ที่คอยปกป้องเด็กๆ นั้นเกิดความผูกพันธ์จึงทำให้ติดตามมาจนเกิดเป็นเรื่องราวต่างๆ ซึ่งผีสาว! เป็นซีจีที่ไม่เนียนเท่าไหร่ (ยังมองออกว่าเป็นซีจี) แต่ความไม่เนียนนั้นก็แฝงไว้ด้วยความน่ากลัว! ที่มาที่ไปของผีสาวตัวนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ มันมีฉากที่เผยให้ผู้ชมรวมถึงตัวละครแอนนาเบลผู้เป็นดั่งแม่บุญธรรมของ สองพี่น้อง ได้รู้ความจริงว่า ไฉนมาม่าถึงกลายเป็นผี ด้วยการใช้ความฝันเป็นตัวบอกเล่า ซึ่งฉากฝันนี้นำเสนอในลักษณะมุมมองของบุคคลที่หนึ่ง ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในความฝันและเข้าใจในมุมมองของตัวละครผี มากขึ้นด้วย ซึ่งนับเป็นฉากที่เก๋ไก๋ฉากหนึ่งของเรื่องเลยทีเดียว รวมถึงเทคนิคการตัดฉากระหว่างความฝันและความจริง ในหลายฉากที่ทำออกได้อย่างสร้างสรรค์และทำให้ผู้ชมรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ เห็นเมื่อก่อนหน้านี้คือความฝัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะบอกเล่าความเป็นมาของมาม่าและสิ่งที่เธอต้องการ แต่เราก็ยังสงสัยถึงขอบเขตอำนาจของมาม่าที่ดูจะมากล้นเกินไปสักนิด! หรือจะเปรียบเปรยได้ว่าพลังของมาม่าก็คือพลังของผู้เป็นแม่ (ในเชิงลบ) นั่นเอง!

นักแสดงเด็กทั้งสอง เมแกน คาร์เพนเทียร์ และ อิซาเบลล์ เนลิสส์ ต่างทำหน้าที่ได้ดีพอสมควรกับการแสดงออกของพฤติกรรมแบบสัตว์ป่าก่อนที่จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเหมือนคนปกติมากขึ้น อิซาเบลล์ใน บทของลิลลี่ สามารถใช้แววตาในการสื่ออารมณ์ออกมาได้ดี ดูเหมือนสายตาของสัตว์ที่มองสิ่งรอบตัวด้วยความระแวดระวังและไม่วางใจอะไร ง่ายๆ ส่วนเมแกนในบทวิคตอเรีย ถือเป็นตัวละครเด็กที่ต้องรับบทหนักในเรื่องพอสมควร กับการต้องแสดงสีหน้าและแววตาที่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอเสียใจกับสิ่งที่เธอทำเหมือนหักหลังมาม่า ในขณะที่เธอก็ต้องการกลับมามีชีวิตตามปกติและไม่ต้องการให้มาม่าจัดการกับ ใครอีก!

นักแสดงอีกคนที่ขอกล่าวถึง เจสซิก้า แชสแท่น ที่ผู้อ่านบางท่านอาจเพิ่งผ่านตากับการแสดงอันสุดยอดของเธอใน Zero Dark Thirty ที่ในเรื่องนี้รับบทเป็นแอนนาเบล สาวร็อคผมสั้นสักลายตามตัว (เปลี่ยนไปเยอะจนเกือบจำไม่ได้) ที่จับผลัดจับผลูต้องมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กทั้งสอง แชสแท่นเธอ แสดงบทบาทจากหญิงสาวนิสัยกระด้างที่ค่อยๆ มีความรักของแม่ได้ค่อนข้างน่าพอใจ แม้บทจะไม่ส่งเท่าไหร่ รวมถึงไม่มีการบอกเล่ารายละเอียดของตัวละครแอนนาเบลมากนัก แต่ก็ทำให้เรารู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักและจริงใจ

บทสรุปของเรื่องไม่เกินจากที่คาดคิด (หากเข้าใจจุดประสงค์ในการคงอยู่ของมาม่า) ส่วนจะเป็นบทสรุปที่น่าพอใจหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเรามองเรื่องราวชีวิต อันรันทดของมาม่าอย่างไรในช่วงที่เธอมีชีวิตอยู่ หากคุณเห็นใจเธอ คุณคงพอใจกับทางออกของหนังในรูปแบบนี้ และตอบแทนกับสิ่งที่เธอได้ทำไว้กว่า 5 ปี แต่หากคุณรู้สึกว่าการที่เธอวนเวียนอยู่ไม่หายไปไหน มันคือความยึดติด และไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอใช้อำนาจของเธอทำ คุณอาจจะเห็นว่าบทสรุปมันอาจไม่ยุติธรรมกับบุคคลที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ก็นับว่า Mama มีบทสรุปที่ลงตัวในแบบที่คงเรียกร้องอะไรไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว กับเรื่องราวหลอนๆ ที่แฝงนัยยะด้านความรักของแม่?

Mama ผมให้ 2 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree

http://charthree.wordpress.com