Silver Linings Playbook ? เรื่องรักเพี้ยนๆ ของคนมีแผล(ใจ)

Home / วิจารณ์หนัง / Silver Linings Playbook ? เรื่องรักเพี้ยนๆ ของคนมีแผล(ใจ)

s6_R1FBwhmMon15539

คนเราทุกคนต่างถวิลคนที่เข้าใจและคอยปลอบใจในยามท้อแท้และหมดหวังกับ ชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีมีโอกาสได้พบกับคนๆ นั้น เคยสังเกตไหมว่าบางครั้งคนที่เข้าใจความรู้สึกของเรา ก็คือคนที่เคยประสบเหตุการณ์ร้ายที่คล้ายคลึงกับเรา ถ้าหากเราได้พบคนๆ นั้น มันก็คล้ายกับการที่เราได้เจอกระจกที่ช่วยสะท้อนตัวเราให้เราสามารถเข้าใจ ตัวเราเองมากขึ้น จนบางทีเราอาจค้นพบมุมมองอีกด้านจากเรื่องราวๆ แย่ๆ ที่เราได้พบเจอก็เป็นได้ ที่สุดท้ายเราอาจจะรู้สึกขอบคุณเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้น ที่ช่วยเราได้พบคนที่ใช่สำหรับเราจริงๆ เสียที!

เช่นเดียวกันกับ แพท (แบรดลี่ย์ คูเปอร์) ผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder หรือ?โรคอารมณ์ 2 ขั้ว ) ที่ต้องเข้ารับการบำบัดหลังจากเขาได้พบเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจเมื่อ ภรรยาของเขานอกใจ หลังจากผ่านไป 8 เดือนเขาได้รับโอกาสให้ออกมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง แต่ก็ยังอยู่ในการควบคุมของศาล แพทต้องการทำตัวให้ดีขึ้นเพื่อให้เขากับภรรยากลับมามีชีวิตครอบครัวร่วมกัน อีกครั้ง ท่ามกลางเสียงทัดทานของพ่อ (โรเบิร์ท เด นีโร) และแม่ (แจ็คกี้ วีเวอร์) ที่ต้องการให้ต่างฝ่ายแยกย้ายกันไปมีชีวิตใหม่ของแต่ละคนมากกว่า รวมถึงอาการของเขาที่กำเริบขึ้นมาเป็นบางครั้ง!

สถานการณ์นำพาให้เขาต้องไปพบกับ ทิฟฟานี่ย์ (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) แม่ม่ายที่สามีเสียชีวิต ซึ่งเธอก็เคยได้รับการบำบัดมาเหมือนกัน ความสัมพันธ์ของทั้่งคู่คล้ายไม่ลงรอยกันนัก แต่แพทต้องการให้ทิฟฟานี่ย์ช่วยเหลือในการติดต่อกับภรรยาเขาด้วยการส่ง จดหมาย ทิฟฟานี่ย์ยินดีจะช่วยเหลือโดยมีเงื่อนไขว่า เขาต้องมาเป็นคู่เต้นรำในการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้น แพทยอมทำตามเงื่อนไข ซึ่งนั่นทำให้เขาเกิดความรู้สึกพิเศษบางอย่างขึ้นมาที่ทำให้เขาไม่ใช่คนเดิม อีกต่อไป!

Silver Linings Playbook เป็นผลงานการกำกับเรื่องใหม่และเขียนบทของ เดวิด โอ. รัซเซลล์ ที่หลายคนเคยประทับใจกับ The Fighter (2010) มาแล้ว ในครั้งเขาหยิบจับเรื่องราวของคนป่วยทางจิตที่เพิ่งออกจากสถานบำบัดมาใช้ ชีวิตเยี่ยงคนทั่วไป โดยดัดแปลงมาจากงานเขียนของ แม็ทธิว ควิก ที่ชื่อ The Silver Linings Playbook อีกที (ซึ่งคำว่า Silver Linings มาจากสำนวนที่ว่า Every Cloud has Silver Lining ที่หมายถึง ในความมืดมนยังมีความสดใส หรือ ในสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น ก็ยังพอมีสิ่งดีๆ ปรากฎให้เห็น Playbook คือ ตำรา กลยุทธ์ หรือคู่มือ ชื่อหนัง Silver Linings Playbook เลยมีความหมายประมาณว่า คู่มือในการมองโลกในแง่ดี หรือ กลยุทธ์ในการก้าวผ่านเรื่องเลวร้ายของชีวิต)

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ นักแสดงสาวดาวรุ่งที่พัฒนาฝีมือด้านการแสดงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในเรื่องนี้เธอรับบท ทิฟฟานี่ย์ ที่รัศมีความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเธอช่างเปล่งประกายเหลือเกิน กับตัวละครหญิงที่มีทางจิตจากการสูญเสียคนรักและรอคอยใครสักคนมาเติมเต็ม ช่องว่างนั้น เป็นตัวละครที่ตอนแรกดูไม่น่ารัก แต่เรากับค่อยๆ หลงเสน่ห์ของเธอ และให้อภัยกับการกระทำของเธอที่ผ่านมา

แบรดลี่ย์ คูเปอร์ แสดงได้เยี่ยมกับผู้ชายที่มีปมทางจิตใจที่พยายามจะทำตัวให้เป็นคนปกติ คูเปอร์สามารถแสดงให้เรารู้สึกสงสารกับสิ่งที่ตัวละครแพทต้องเจอ และเห็นใจในความพยายามที่จะนำอดีตอันสวยงามกลับมาในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเขาแสดงเข้าคู่กันได้ดีกับ ลอว์เรนซ์ ที่รัศมีดาราไม่มีใครข่มใคร ช่วยให้บทสนทนาที่โต้กันไปมาระหว่างแพทกับทิฟฟานี่ย์นั้นออกรสออกชาติ

นอกจากนี้ เหล่านักแสดงคนอื่นในเรื่องต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี แต่โดดเด่นที่สุด คือ โรเบิร์ด เด นีโร ในบทของพ่อผู้คลั่งไคล์การชมและการพนันอเมริกันฟุตบอล ที่มีปรัชญาการดำเนินชีวิตที่แปลกประหลาด รวมถึงวิธีแสดงออกของความรักที่มีต่อลูกในแบบเฉพาะตัวอย่างที่สุด คริส ทัคเกอร์ ที่ถือเป็นเซอร์ไพรส์ของเรื่องก็ว่าได้ เมื่อเขาได้บทสมทบเล็กๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชมจดจำเขาได้ และด้วยฝีมือทางด้านการแสดงอันน่าประทับใจของทีมนักแสดงนี่เอง ที่ทำให้ระหว่างชมบางครั้งเกิดความรู้สึกว่าที่เรากำลังติดตามอยู่ไม่ใช่ เรื่องราวในหนัง แต่เป็นการแสดงอันดึงดูดใจของทีมนักแสดงต่างหาก

กล่าวแบบตรงไปตรงมาเรื่องราวใน Silver Linings Playbook ก็คือเรื่องของการปรับตัวและการพยายามกลับไปเป็นคนปกติของผู้ป่วยทางจิต แต่มันก็แฝงไปด้วยวิธีการรับมือต่อสิ่งเลวร้ายที่มันฝังอยู่ในจิตใจของเรา ซึ่ง เดวิด โอ. รัซเซลล์ เก่งมากในการนำเสนอเรื่องราวๆ หนัก ให้ออกมาดูอ่อนโยนง่ายต่อการเข้าถึง แต่ไม่เบาบางจนทำให้ความเข้มข้นของเรื่องราวนั้นหมดไป นอกจากนี้การที่หนังเจือเรื่องราวความรักระหว่างชายหญิงที่เคยมีแผลในจิตใจ เข้ามา และเติมอารมณ์ขันฉลาดๆ เข้าไป ทำให้ภาพรวมของหนังเรื่องนี้ดูสดใสจนคล้ายกับงานฮอลลีวู๊ด (ทั้งที่หน้าหนังมันดูอินดี๊?อินดี้!)

ตัวหนังโดดเด่นในด้านการตัดต่ออันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มุขตลกที่หนัง พยายามแทรกเข้าไปเพื่อเบรกอารมณ์ที่เริ่มหนักของเรื่องได้อย่างแนบเนียนและ เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการเล่าเรื่องที่สำคัญ กับการตัดภาพที่แสดงให้เห็นว่าตัวละครนั้นอยู่ในภาวะไม่ปกติ มีอดีตที่ทำร้ายเขาตามมาหลอกหลอน รวมถึงการตัดฉากในช่วงที่ควรหยุด จุดประสงค์หนึ่งเพื่อคุมระดับความเข้มข้นทางดราม่าของหนังให้อยู่ในระดับที่ ย่อยง่ายๆ สำหรับผู้ชมทั่วไป! แต่ที่เด็ดที่สุดและถือเป็นฉากขาย คือฉากแข่งขันเต้นรำ ที่เป็นฉากที่แสดงให้เห็นว่าแพทและทิฟฟานี่ย์ได้รับการปลดปล่อยจากอดีต คูเปอร์และลอว์เรนซ์เจ๋งมากกับฉากนี้ ซึ่งการตัดต่อมีส่วนช่วยอย่างมากที่ทำให้คู่พระนางนั้นดูเต้นเก่งและทำให้รู้สึกเพลิดเพลินไปฉากนี้

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องชมเชย เดวิด โอ. รัซเซลล์ ผู้กำกับคือ การใส่รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ลงไป ที่ทำให้ตัวละครมีชีวิตชีวาและมีเลือดเนื้อมากขึ้น ทั้่งการแสดงสีหน้าและการกระทำของตัวละคร ที่เมื่อเหตุการณ์เฉลยออกมาเราก็จะเข้าใจย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นๆ เรื่องว่่า ทุกอย่าง ทุกการกระทำมีเหตุผลรองรับทั้งสิ้น ที่หากไม่ได้ผู้กำกับที่มีความเข้าใจในการทำหนังที่มีรายละเอียดแบบนี้ก็คง ไม่สามารถสื่อออกมาได้หมด! นอกจากนี้ Silver Linings Playbook ยังมีบทสนทนาที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมีหลายฉากสนทนามากที่ถือเป็นความยอดเยี่ยม นอกจากจะยกความดีความชอบใหักับฝีมือการดัดแปลงบทภาพยนตร์ของผู้กำกับรัช เซลล์แล้ว ยังต้องให้เครดิตกับ แม็ทธิว ควิก เจ้าของบทประพันธ์อีกด้วย ที่สามารถสร้างบทสนทนาอันชวนติดตามได้ขนาดนี้!

Silver Linings Playbook เป็นอีกงานคุณภาพมีเนื้อมีหนังที่เล่าออกมาด้วยท่าทีอันเป็นมิตร กับบทสรุปที่จบลงในแบบตามสูตร แต่ก็แฝงความเก๋ไก๋กับการแพนกล้องออกมาจากคู่พระนาง (จะลงตัวมากถ้าหนังจบตรงจุดนี้) ที่คล้ายเป็นสัญญาณบอกว่าเขาและเธอหายดีแล้ว แพทกับทิฟฟานี่ย์ต่างเข้าใจแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามคือสิ่งที่เข้ามาเติมเต็ม ชีวิตให้แก่กันและกัน และก็ถึงเวลาที่คุณผู้ชมจะต้องไปค้นหามุมมองด้านบวกในชีวิตของคุณบ้างแล้ว แต่ก็เหมือนรู้ว่าเรายังอยากรู้ว่าพวกเขาอยู่ดีมีสุขกันไหมด้วย ด้วยฉากสุดท้ายที่ทำให้รู้สึก?..Excelsior!

Silver Linings Playbook ผมให้ 4 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree

http://charthree.wordpress.com