Jack the Giant Slayer ? การผจญภัยของแจ็ค

Home / วิจารณ์หนัง / Jack the Giant Slayer ? การผจญภัยของแจ็ค

Jack-the-Giant-Slayer-post2

Jack The Giant Slayer คือตัวอย่างที่ดีของหนังที่นำเรื่องราวจากนิทานที่ผู้คนต่างรู้จักนำมา ดัดแปลง ผ่านการตีความ และปรุงแต่งเพิ่มเติม จนออกมาเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่มุ่งเน้นกับการมอบความบันเทิง ที่รู้ว่าตัวเองมีดีอะไร ก็ขายเพียงสิ่งเหล่านั้น ไม่พยายามสร้างเสริมอะไรลงไปที่มันเกินตัว ผลลัพธ์ที่ได้จึงนับว่าน่าพอใจกับหนังแอ็คชั่นที่สนุกดูเพลิน ที่มีกลิ่นนิยายอบอวลตลอดทั้งเรื่อง

Jack The Giant Slayer เป็นผลจากการผสมคลุกเคล้าระหว่าง Jack and the Beanstalk และ Jack the Giant Killer พร้อมแต่งแต้มจินตนาการลงไปเพิ่มเติมและกำกับโดยผู้กำกับ X-Men ไบรอัน ซิงเกอร์ เล่าเรื่องราวของ แจ็ค (นิโคลัส โฮลท์) เจ้านายากจนในชนบท ที่ชะตาทำให้เขาได้กับเจ้าหญิงอิซาเบล (เอเลียนอร์ ทอมลินสัน) ผู้สูงศักดิ์และได้ถั่ววิเศษโดยบังเอิญ และด้วยความบังเอิญอีกเช่นกันที่ทำให้ถั่ววิเศษงอกออกมาขยายใหญ่ส่งองค์หญิง ขึ้นสู่ฟากฟ้า แจ็ค, เแอลมอนท์ (ยวน แม็กเครเกอร์) องค์รักษ์ของอาณาจักร, ลอร์ดร็อตเดอริค (สแตนลี่ ทุชซี่) และทหารหาญจำนวนหนึ่งอาสาปีนขึ้นต้นถั่วยักษ์เพื่อนำเจ้าหญิงกลับมา แต่เมื่อเข้าขึ้นไปสุดทางกลับพบว่าข้างบนมีอาณาจักรของยักษ์ตั้งอยู่!

การปูประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่องราวตำนานโบราณของต้นถั่วยักษ์และมงกุฎ สงครามระหว่างยักษ์และมนุษย์ ความสอดคล้องแบบมีนัยยะระหว่างแจ็คและเจ้าหญิงอิซาเบลที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทั้งคู่เป็น Soul Mate ของกันและกัน ซึ่งจุดนี้นำเสนอออกมาได้ดีมาก ทั้งรวบรัดและใช้เวลาไม่มาก หนังเล่นประเด็นเรื่องความจริงกับเรื่องเล่าที่ผ่านกาลเวลาจนเป็นตำนาน ด้วยการนำเสนอภาพในช่วงปูเรื่องในตอนต้นแบบการ์ตูนที่ทำให้รู้สึกว่าเรื่อง ราวเป็นนิทานมากยิ่งขึ้น ซึ่งพอหลังจากเรื่องราวได้เผยต้นถั่วสูงเทียมฟ้าและอาณาจักรยักษ์ที่เหล่า ตัวละครได้เผชิญ จึงทำให้เรารู้สึกเหมือนดั่งตัวละครว่าตำนานหรือเรื่องเล่าสืบต่อกันมานั้น คือเรื่องจริง! ซึ่งประเด็นเรื่องนิทานกับความเป็นจริงยังถูกนำมาใช้อีกครั้งกับตอนจบที่ทำ ออกมาได้เก๋ไก๋ทีเดียว

ด้วยการให้ข้อมูลทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานที่ดี ทำให้หลังจากนั้นเราสามารถติดตามเรื่องราวในแบบที่ไม่รู้สึกติดขัดหรือเกิด ข้อสงสัยอะไรที่รู้สึกว่าเป็นปัญหา และหนังก็ไม่หลุดจากแนวเรื่องที่ปูไว้แต่ต้น ซึ่งวิธีการนี้อาจจะมีผลเสียบ้างอยู่ตรงที่มันไม่มีอะไรพลิกแพลงหักมุมให้ ผู้ชมได้ประหลาดใจ แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อจนเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตัวหนัง และจะว่าไปมันดูสนุกเพลิดเพลินมากกว่าที่คิดด้วยซ้ำ เป็นความบันเทิงแบบตรงไปตรงมาที่ทำออกมาได้ดี กับการนำเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่ต่างรู้จัก มาดัดแปลงตีความเรื่องราวใหม่และยังสามารถทำให้เราสนุกสนานไปกับเรื่องราว ได้อยู่ แม้ว่าจะไม่ถึงกับเซอร์ไพรซ์อะไรมากมายก็ตาม!

ดังที่กล่าวในข้างต้นทำให้ Jack the Giant Slayer เป็นหนังที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยเนื้อเรื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพาฝีมือทางการแสดงของเหล่านักแสดงเท่าใดนัก นิโคลัส โฮลท์ ในบทของแจ็คที่ใช้แอ็คชั่นเป็นตัวนำมากกว่าแสดงมิติทางด้านอารมณ์ ทำให้แจ็คเป็นตัวละครที่แบนราบ ทั้งที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเอก ผิดกับ ยวน แม็กเครเกอร์ เป็นบทองค์รักษ์ (ที่ความสามารถของเขาควรจะเรียกว่าแม่ทัพมากกว่า) เขาดูดีมากในบทนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นข้ารับใช้ผู้จงรักษ์ภักดี และเป็นผู้นำที่พึ่งพาได้ ในขณะที่เอเลียนอร์ ทอมลินสัน ดูดีมากในชุดเกราะสีทองของเจ้าหญิงผู้รักการผจญภัย ที่เรื่องราวพยายามใส่ความโรแมนติคเข้ามา โดยวางไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องแต่ก็ดูจะเป็นการจืดจางลงไปเมื่อเรื่องราวค่อยๆ เข็มข้นขึ้นจนรู้สึกกลายเป็นส่วนเกินที่ไม่ต้องใส่เข้ามาก็ได้!

ผิดกับฉากแอ็คชั่นต่างๆ ที่ใส่เข้ามา ซึ่งมีทั้งฉากเล็กๆ ที่เรียกเสียงหัวเราะได้ (แม้จะดูรุนแรง) หรือฉากแอ็คชั่นกองทัพยักษ์บุกอาณาจักรที่ให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือน The Lord of the Rings ไม่ว่าฉากเล็กหรือฉากใหญ่ต่างทำออกมาได้ดีและไม่ยืดเยื้อจนเกินไป แม้จะไม่รู้สึกถึงความแปลกใหม่แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ในการชม เทคนิคพิเศษของการสร้างยักษ์ขึ้นมาถึงจะดูไม่แนบเนียนนักแต่ก็ไม่ทำให้ รู้สึกตะขิดตะขวงใจระหว่างชม และดูเพียงพอกับตัวหนังที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก และเหนืออื่นใดมันดูสนุกเพลิดเพลินใช้ได้ กับการแสดงให้เห็นว่าฝ่ายมนุษย์ก็สามารถต่อสู้กับกองทัพยักษ์ได้แบบไม่เป็น รอง แม้ขนาดของร่างกายจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Jack the Giant Slayer ผมให้ 3 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree

http://charthree.wordpress.com