Django Unchained ? จังโก้ผู้ไม่แพ้

Home / วิจารณ์หนัง / Django Unchained ? จังโก้ผู้ไม่แพ้

DjangoUnch_Q9aZIvAWed25501

หาได้ยากกับภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงในระดับที่ทำได้ถึง ที่สามารถสร้างเรื่องราวและตัวละครได้ชวนติดตามและเอาใจช่วยอย่างมาก? ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมีรวมอยู่ในหนัง Django Unchained ที่แม้จะมาพร้อมกับความยาวที่มากกว่าหนังแอ็คชั่นตามปกติพอสมควร แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนักกับหนังที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งนั่นคงต้องยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับที่ยึดมั่นในสไตล์การทำงานของ ตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น!

Django Unchained กำกับโดย เควนติน ทารันติโน่ ผู้กำกับสุดแนวที่ครั้งนี้เขารับหน้าที่เขียนบทเองอีกครั้ง กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอเมริกาในช่วงปี 1858 ยุคที่อเมริกาคุกรุ่นไปด้วยสงครามกลางเมือง การค้าทาส และการแบ่งแยกชนชั้น เล่าเรื่องราวของทาสนาม จังโก้ (เจมี่ ฟ็อกซ์) ที่ได้รับการช่วยเหลือจากนักล่าค่าหัวให้ช่วยชี้ตัวคนที่ถูกต้องตามหมายจับ เพื่อจะได้สังหารไม่พลาด! แต่ด้วยลักษณะพิเศษของจังโก้ทำให้ได้รับการฝึกฝนฝีมือจนแกร่งกล้า จนกลายสภาพเป็นคู่หูนักล่าค่าหัว และยังได้เดินทางไปแคนดี้แลนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมทารุณเพื่อ ช่วยเหลือภรรยาของเขา!

ถึงแม้ชื่อเรื่องจะมีชื่อ Django และมีพระเอกชื่อจังโก้ แต่ว่าการมีตัวละครนักล่าค่าหัวนาม ดอกเตอร์คิง ชุลซ์ ที่รับโดย คริสตอปห์ วอลทซ์ ทำให้ภาพรวมของหนังกลายสภาพเป็นหนังคู่หูบุกตะลุยไล่เก็บผู้ต้องหาตามหมายจับไปเรื่อยๆ โดยเป้าหมายสุดท้ายอยู่ในแคนดี้แลนด์

ผู้กำกับทารันติโน่ ใส่ใจกับการสร้างตัวละครในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ตัวละครดอกเตอร์คิงที่ถือว่าเป็นตัวละครปริศนาที่เราไม่รู้ที่มาที่ไป แต่ก็มีฉากที่ให้ได้เผยความรู้สึกนึกคิดออกมาทางบทสนทนาที่มีต่อจังโก้ ที่ทำให้เรารู้ว่าแม้อาชีพเขาจะเป็นนักล่าค่าหัว แต่เลือดของเขายังมีไออุ่นอยู่ และดำรงสถานะที่มีต่อจังโก้ไม่ต่างจากพี่ชายในขณะที่ คริสตอปห์ วอลทซ์ มอบการแสดงอันยอดเยี่ยมที่ทำให้ตัวละครตัวนี้มีเสน่ห์มากๆ

ในขณะที่หนังดำเนินไปก็ค่อยๆ สร้างจังโก้ให้เป็นบุรุษที่ร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความคิดและฝีมือ กับชะตาชีวิตของทาสอันน่าเห็นใจมาสู่การล้างบางนายทุนที่กระทำร้ายกาจต่อเขา ด้วยการแสดงที่่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันของเจมี่ ฟ็อกซ์ ทำให้ผู้ชมอดที่จะเอาใจช่วยเขาให้แก้แค้นสำเร็จไม่ได้? ซึ่งการสร้างปมต่างๆ ขึ้นมาในชีวิตของตัวละครเอกและทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับตัวละครใน เรื่อง นับเป็นความสำเร็จของผู้เขียนบทอย่างทารันติโน่อย่างแท้จริง นี่ยังไม่รวมถึงการสอดแทรกบทตลกร้ายเข้าไปได้อย่างพอเหมาะพอดี ที่ช่วยเสริมให้เรื่องราวของ Django Unchained สนุกมากยิ่งขึ้น!

ฉากหนึ่งที่ต้องขอกล่าวถึงในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นฉากที่ผมชอบมากเป็นการส่วนตัว ที่หากมองผ่านๆ ก็เป็นเพียงฉากธรรมดาฉากหนึ่ง แต่มันแฝงไว้ด้วยสาระที่อาจจะเป็นตัวบอกถึงความนึกคิดของผู้คนในสมัยหนึ่ง นั่นก็คือ ฉากที่ แคลวิน แคนดี้ ที่รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เจ้าของสถานที่แคนดี้แลนด์ ได้รับทราบว่าคู่หูดอกเตอร์คิงและจังโก้ที่เขาคุยธุรกิจด้วยนั้นมีเจตนาแอบแฝง ดิคาปริโอ ยอดเยี่ยมมากกับฉากนี้กับบทสนทนาที่ลึกซึ้งอันเกี่ยวกับมุมมองของทาสในระดับ จิตใต้สำนึก ทัศนคติที่คนขาวมีต่อคนดำในสมัยหนึ่ง ในขณะที่ ซามูแอล แจ็คสัน ในบทสตีเฟ่น หัวหน้าคนรับใช้ในแคนดี้แลนด์คือตัวขโมยซีนของเรื่องนี้อย่างแท้จริง!

ด้วยการสร้างตัวละครและรายละเอียดอันมากมาย ทำให้ตัวหนังมีความยาวตั้ง 2 ชั่วโมงกว่า ซึ่งอันที่จริงถ้าผู้กำกับพยายามลดๆ สไตล์ตัวเองลงบ้างจะทำให้หนังในภาพรวมกระชับมากขึ้นซึ่งจะช่วยให้หนัง กลมกล่อม จังหวะของเรื่องจะมีความต่อเนื่องไม่โดดไปโดดมาทำให้อารมณ์ระหว่างชมขึ้นๆ ลงๆ อย่างที่เป็นอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสไตล์ทารันติโน่ที่ใส่เข้ามานั้นได้ผลทุกอย่างและทำให้หนังมีอารมณ์ขันในระดับร้ายกาจที่เป็นความเฉพาะตัวหาใครมาลอกเลียนแบบได้ยากจริงๆ

โดยรวมแล้ว Django Unchained จึงเป็นแอ็คชั่นคาวบอยคู่หูที่เล่าเรื่องง่ายๆ ดูสนุก ที่มีดีที่การแสดงอันยอดเยี่ยม เป็นความบันเทิงเปื้อนเลือดในแบบที่แฟนๆ ทารันติโน่จะหลงรัก (แต่อาจไม่เท่าผลงานก่อนหน้านี้ของเขา)

Django Unchained ผมให้ 4 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree

http://charthree.wordpress.com