Oblivion ? ปฏิบัติการล่าความจริง

Home / วิจารณ์หนัง / Oblivion ? ปฏิบัติการล่าความจริง

2417_FPT3_00138R

ทอม ครูซ ดูจะถูกจริตกับการเป็นพระเอกในหนังไซไฟที่ให้เขาเป็นตัวนำ เพราะการแสดงและรัศมีดาราของเขาฉายออกมาอย่างมาก กับหนังแนวนี้ที่ต้องการพลังของนักแสดงอย่างมากในการดึงผู้ชมทั่วไป ที่ไม่ใช่คอหนังไซไฟให้ติดตามเรื่องไปได้จนจบ ซึ่ง ทอม ครูซ ในเรื่องนี้แสดงได้ถึงกับเรื่องราวที่เปิดโอกาสให้เขาใช้ความสามารถและพลังดาราอย่างเต็มที่

Oblivion เป็นผลงานที่มีความเป็นส่วนตัวสูง เห็นได้จากการรับหน้าที่เกือบทุกตำแหน่งของ โจเซฟ โคซินสกี้ ผู้กำกับที่นักดูหนังเคยผ่านตามาแล้วกับ Tron: Legacy (2010) ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ เขียนบทภาพยนตร์ ซึ่งดัดแปลงมาจากผลงานการออกแบบนิยายภาพระหว่างเขากับ อาร์วิด เนลสัน

Oblivion เป็นเรื่องของ แจ็ค ฮาร์เปอร์ (ทอม ครูซ) และวิกตอเรีย (แอนเดรีย รีสโบร็อค) อาศัยอยู่บนโลกที่ล่มสลายจากสงครามระหว่างมนุษย์โลกและเอเลี่ยนผู้รุกรานนาม สกาเวนเจอร์ ที่มนุษย์คือผู้ชนะแต่โลกไม่เหลือสภาพที่สามารถอยู่อาศัยได้แล้ว แจ็คและวิกตอเรียมีหน้าที่ดูแลโดรน (เครื่องบินไร้คนขับ) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการเก็บทรัพยากร ก่อนที่จะอพยพออกจากดาวโลกไปสมทบกับมนุษย์คนอื่นที่อพยพไปก่อนหน้านี้

ภารกิจของเขาใกล้สำเร็จ แต่แล้วระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามหาหุ่นโดรนที่หายไป เขาได้พบยานอวกาศที่ตกลงมาและมีผู้รอดชีวิต เขาสามารถช่วยเหลือหญิงสาวนามจูเลีย (โอลก้า คูรีเลนโก้) คนที่อยู่ในหัวสมองเขามาตลอด ที่ทำให้เขาต้องตั้งคำถามกับภารกิจและสิ่งต่างๆ รอบตัว จนเมื่อเขาพลาดท่าต่อสกาเวนเจอร์ทุกสิ่งเขาเคยสงสัยก็เริ่มกระจ่าง?

Oblivion มีองค์ประกอบหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังที่มีส่วนผสมของไซไฟหลากหลายเรื่อง (มากๆ) อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญก็คือ โจเซฟ โคซินสกี้ นำองค์ประกอบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหลายๆ เรื่องผสมผสานออกมาได้ดีแค่ไหน

ซึ่งว่าไปแล้วเขาก็ทำหน้าที่ได้ดี กับการสร้างให้ Oblivion มีสไตล์เป็นของตัวเองที่น่าสนใจ กับการเนรมิตฉากโลกหลังสงครามที่มีแต่ความว่างเปล่าและซากจากสงครามที่เห็น แล้วชวนหดหู่ จนรู้สึกเลยได้เลยว่าโลกของเราเกิดสงครามใหญ่ขึ้นอีกครั้งสภาพคงไม่ต่างจาก หนังเรื่องนี้ การดำเนินเรื่องที่เรียกได้ว่าเป็นไซไฟขนานแท้เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ระหว่างที่เรื่องดำเนินไปหนังก็ค่อยๆ ปล่อยบางอย่างที่ออกมาตั้งคำถามทั้งต่อตัวแจ็คเองและต่อผู้ชมให้ได้สงสัยและ กระตุ้นความอยากรู้ว่าเบื้องหลังที่แท้มันคืออะไร?

แต่ก็อย่างที่กล่าวในตอนต้น Oblivion เป็นหนังที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ที่เรื่องราวเหมาะกับผู้ชมบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งหากไม่ใช่คอหนังไซไฟแล้วละก็ อาจจะท้อที่จะตามเรื่องราวเอาง่ายๆ กับหนังที่มีตัวเดินเรื่องเพียงไม่กี่คน แถมไม่รู้ด้วยว่าจุดสุดท้ายของหนังจะนำพาไปสู่สิ่งใด! แต่หากพยายามติดตามสักนิด Oblivion ก็คือหนังไซไฟชั้นดีเปี่ยมจินตนาการอีกเรื่องเลยทีเดียว!

นับเป็นโชคดีของผู้กำกับ โจเซฟ โคซินสกี้ และเรื่อง Oblivion ที่ได้ทีมนักแสดงนำชั้นดีมารับบท เพราะหนังที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยตัวละครหลักเพียงไม่กี่คน หากไม่ได้ทีมนักแสดงที่ดีพอแล้วละก็ ความน่าเชื่อถือรวมถึงความน่าติดตามก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก ซึ่งทั้ง ทอม ครูซ, แอนเดรีย รีสโบร็อค, โอลก้า คูรีเลนโก้ และ มอร์แกน ฟรีแมน ทำหน้าที่ได้ดีกันทุกคน

และจากการที่หนังทิ้งร่องรอยเอาไว้ ก็ถึงเวลาที่จะเฉลยปมเรื่องต่างๆ ที่ค้างคา ซึ่งหนังก็ทำได้ดีในแง่ที่สามารถช็อคความรู้สึกของผู้ชมและสร้างข้อสงสัย ใหม่ให้เกิดขึ้นในใจได้สำเร็จ และหลังจากนี้หนังก็คือการไขปริศนาของแจ็ค ฮาร์เปอร์ ซึ่งหนังก็สามารถให้เหตุผลต่างได้ดี แต่เนื่องจากว่าเบื้องหลังทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นมันคล้ายกับหนังไซไฟ หลายเรื่อง ทำให้ Oblivion ขาดความสดใหม่ในตัว รวมไปถึงบทสรุปของเรื่องที่ดูง่ายดายจนเกินไป ส่งผลให้ความสนุุกในการติดตามเรื่องค่อยๆ ลดลงไปอย่างน่าเสียดาย!

อีกสิ่งหนึ่งที่นับเป็นข้อดีและโดดเด่นมากๆ ที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในหนังให้ดูลึกลับน่าค้นหายิ่งขึ้น ก็คือ การผสมเสียง ซึ่งมีการใส่เสียงสังเคราะห์เพื่อใช้ในเครื่องจักรกลต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์ และรวมไปถึงดนตรีประกอบ ที่ทั้งหมดมันเข้ากับโทนภาพเวิ้งว้างขาวโพลนของเรื่องอย่างน่าประหลาด

Oblivion ถือเป็นงานไซไฟชั้นดีอีกเรื่อง แม้ไม่ใช่งานชั้นเลิศแต่ก็มีอะไรให้จับต้องและสนุกกับนัยยะต่างๆ ที่แฝงอยู่ในเรื่องทั้งเรื่องของชีวิตและสภาพสังคม (ตามแต่มุมมองของใครจะตีความเช่นไร) และยังเป็นเครดิตที่ดีให้แก่ โจเซฟ โคซินสกี้ รวมไปถึงพระเอกของเรื่องอย่าง ทอม ครูซ อีกด้วย

Oblivion ผมให้ 3 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree

http://charthree.wordpress.com