Star Trek Into Darkness ? หนังสตาร์เทร็คส่งท้ายของอัมบรามส์

Home / วิจารณ์หนัง / Star Trek Into Darkness ? หนังสตาร์เทร็คส่งท้ายของอัมบรามส์

star-trek-into-darkness-image

ผู้กำกับ เจ. เจ. อัมบรามส์ ดูจะเก่งกาจกับการทำกระตุ้นให้เราติดตามเรื่องราวและร่วมลุ้นไปกับชะตากรรม ของตัวละคร กับการล่อหลอกไม่ให้จับทางได้และรายละเอียดปลีกย่อยตามรายทาง ที่มาพร้อมการแสดงที่น่าประทับใจ ซึ่ง ทั้งหมดส่งผลให้ฉากแอ็คชั่นตอนท้ายของเรื่องเป็นอะไรที่สนุกและบีบหัวใจ อย่างที่สุด ทั้งๆ ที่มันก็แค่ฉากไล่อัดกันธรรมดาๆ เท่านั้น!

Star Trek Into Darkness ถือเป็นการสานต่อเรื่องราวที่เน้นหนักไปที่ความสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครหลัก มากกว่าที่จะมุ่งเน้นไปสู่การเล่าเรื่องการผจญภัยในอวกาศ การเผชิญหน้ากับศัตรูผู้ร้ายกาจในเรื่องก็เลยเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยขับเน้น ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของลูกเรือยานเอนเตอร์ไพรส์ที่ในความขัด แย้งของทัศนะก็มีบางสิ่งที่เชื่อมพวกเขาไว้ด้วยกัน

Star Trek Into Darkness เล่าเรื่องราวต่อจาก Star Trek เมื่อปี 2009 ที่เจมส์ เคิร์ก (คริส ไพน์) ได้เป็นกัปตันยานเอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งเขาได้นำมาลูกทีมไปสำรวจดวงดาวจนเกิดกระทำต่อกฎของสตาร์ฟลีท ทำให้เคิร์กถูกปลดออกจากการเป็นกัปตัน โดยให้เคิร์กและสป็อก (แซคคารี่ ควินโต้) แยกไปประจำการยานลำอื่น แต่แล้วก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ผู้นำแห่งสตาร์ฟลีทถูกโจมตีจากคนร้ายที่สือสาบชื่อภายหลังว่า จอห์น แฮริสัน (เบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์) ซึ่งหลบหนีไปกบดานที่ดาวของคลิงออนศัตรูเก่าแก่ของโลก! เคิร์ก สป็อก และเหล่าลูกทีมยานเอนเตอร์ไพรส์รับอาสาไล่ล่าอาชญากรปริศนารายนี้ ในสถานการณ์อันเปราะบางที่พวกเขาต้องระวังทุกฝีก้าวหากเกิดข้อผิดพลาดสงคราม ครั้่งใหญ่จะปะทุขึ้น!

หนังเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นอันน่าตื่นเต้นที่มาพร้อมกับการตัดต่ออันฉับไว (แต่ยังดูรู้เรื่อง) อันเป็นเอกลักษณ์ของอัมบรามส์ ก็ยังคงเส้นคงวา เป็นอีกครั้่งที่หนังของอัมบรามส์มีการออกแบบฉากแอ็คชั่นที่ทำให้เราได้ตื่น ตาตื่่นใจ ซึ่งหาได้ยากในทุกวันนี้ที่ฉากแอ็คชั่นเต็มไปด้วยลูกเล่นซ้ำๆ นอกจากนี้หนังยังมาพร้อมงานสร้างสุดอลังการที่เป็นส่วนเสริมให้ฉากแอ็คชั่น ยิ่งมันสะใจเป็นทวีคูณ

การผูกปมและลูกเล่นการเล่าเรื่องคือสิ่งสำคัญที่ทำ Into Darkness เต็มไปด้วยความน่าติดตามจากความซับซ้อนของบทที่มากยิ่งขึ้น ที่เด็ดสุดคือการสร้างตัวละครปริศนาที่ให้เหล่าลูกเรือเอนเตอร์ไพรส์ได้ สืบค้นเรื่องราว อันนำมาสู่การเชือดเฉือนทางความคิดและทัศนะคติ จากความขัดแย้งระหว่างการกระทำตามกฎที่สังคมตราขึ้นมากับการกระทำตามหลัก มนุษยธรรม การเฉลยปริศนาที่ยังคงมีปริศนาข้างในอีกชั้น คือ เทคนิคชั้นดีที่นำมาใช้ในเรื่องอย่างได้ผล

ด้วยการที่มันเป็นภาค 2 ทีมนักแสดงหลักจึงดูเข้าขากันดี นั่นส่งผลให้การปะทะคารมต่างๆ ออกมาดีและทรงพลัง โดยเฉพาะ แซคคารี่ ควินโต้ ที่ถือเป็นส่วนที่ส่งให้บทสป็อกผู้เถรตรงและเปี่ยมปัญญามีเลือดมีเนื้อและเป็นตัวละครที่ดีที่สุดในเรื่องเทียบเคียงกับ เบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์ ที่รับบทตัวร้ายหลักในเรื่องนี้ที่มีเสน่ห์เหลือล้น การถ่ายทอดสีหน้า น้ำเสียง และบุคลิกที่ถึงมากๆ กับการรับบทตัวร้ายที่สำคัญตัวนี้ ในส่วนของกัปตันเคิร์กส่วนตัวมองว่า คริส ไพน์ ก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดียวกับภาคแรกแต่นักแสดงอย่าง คริส ไพน์ เราไม่สามารถสัมผัสถึงความเป็นผู้นำของเขาสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าบทส่งให้เขาโดดเด่นในฐานะผู้นำเท่านั้น!

นอกจากนี้อัมบรามส์ก็ยังไม่ลืมเหล่าลูกเรือยานเอนเตอร์ ไพรส์คนอื่นๆ ที่ยังได้รับโอกาสให้มีบทบาทเช่นเคย ไม่ได้เป็นเพียงตัวประกอบที่ลบเลือนเมื่อออกจากโรงภาพยนตร์

หากมอง Into Darkness เป็นหนังไซไฟแอ็คชั่น มันก็คือหนังไซไฟแอ็คชั่นชั้นดีที่ไม่มีมานาน หากมองเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง Into Darkness ก็คือหนังที่สามารถมอบความบันเทิงให้กับผู้ชมได้อย่างเต็มที่ แต่หากคุณเป็นแฟนสตาร์เทร็คนี่คือภาพยนตร์ Star Trek ที่สามารถสร้างความอิ่มเอมใจให้กับแฟนๆ โดยแท้จริง

หลังจากประสบความสำเร็จกับการเริ่มวางทิศทางในภาคแรก สานต่อมาถึง Into Darkness ทั้งสองภาคอาจจะยังไม่ใช่รูปแบบ Star Trek ในแบบที่เคยสร้างฐานแฟนคลับได้ทั่วโลก แต่ทั้งสองภาคก็เป็นการปูเส้นทางให้กับหนัง Star Trek ที่ควรจะเป็นในภาคต่อไป ซึ่งน่าเสียดายแทนแฟน Star Trek ที่ตัองเสียผู้กำกับที่รู้ว่าจะทำหนังที่่พวกเขารักออกมาอย่างไร! ไปให้กับหนังที่เป็นเรื่องราวในอวกาศเหมือนกันอย่าง Star Wars ซึ่งหากใครเป็นแฟน Star Wars แล้วเกิดข้อสงวัยว่าเขาเหมาะสมที่จะมารับงานนี้จริงหรือ? เมื่อได้ดู Into Darkness ก็คงจะหมดข้อสงสัยในทันทีว่าทำไมถึงต้องเป็น? เจ. เจ. อัมบรามส์

Star Trek Into Darkness ผมให้ 5 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree

http://charthree.wordpress.com