The Great Gatsby ? หัวใจเปี่ยมรักของแกสบี้

Home / วิจารณ์หนัง / The Great Gatsby ? หัวใจเปี่ยมรักของแกสบี้

the-great-gatsby-image

เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ความรักทำให้โลกหมุน ซึ่งก็คงจะจริงส่วนหนึ่ง เพราะความรักถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ใครอยู่ในห้วงยามนี้จะสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เพื่อคนที่ตัวเองรัก แต่กระนั้นก็ยังมีเรื่องน่าเศร้า เพราะแม้เราจะเพียรทำทุกอย่างเพื่อฝ่ายตรงข้ามเพราะรัก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามจะเข้าใจและรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น? โลกนี้จึงเต็มไปด้วยคนที่ผิดหวังในความรักมากกว่าสมหวัง

บัซ เลอร์แมนน์ ผู้กำกับผู้โด่งดังจาก Romeo + Juliet (1996) และ Moulin Rouge! (2001) กลับมาอีกครั้งกับ The Great Gatsby ซึ่งสร้างมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ เอฟ. สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ นักเขียนชาวอเมริกัน ที่ถูกสร้างมาเป็นภาพยนตร์แล้วหลายครั้ง

ซึ่งครั้งนี้มีความพิเศษคือ การนำเทคนิคภาพ 3 มิติ มาใช้ ซึ่ง เลอร์แมนน์ ก็เหมือนผู้กำกับชื่อดังหลายรายที่หันมาลองทำงาน 3 มิติกับเขาบ้าง หากพิจารณาหนัง 3 มิติ ที่ออกมา ส่วนมากมักจะเป็นหนังแอ็คชั่นโชว์ฉากซีจีอลังการ แต่กับ The Great Gatsby มันคือหนังแนวดราม่า! นี่จึงทำให้งาน 3 มิติในเรื่องนี้มีความน่าสนใจว่ามันเหมาะสมแค่ไหนกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาหลังจากชมต้องถือเป็นความน่าพอใจ งานภาพ 3 มิติไปกันได้ดีกับฉากมากสีสันและเครื่องแต่งกายสีฉูดฉาดของยุคสมัยอัน ฟุ้งเฟ้อในอเมริกายุคทศวรรษที่ 20 และทำให้เข้าใจกับคำว่า หลงแสงสี มันเป็นอย่างไร

The Great Gatsby เล่าเรื่องราวชีวิตของ นิค คาร์ราเวย์ (โทบี้ แม็กไกวร์) ที่เดินทางมาสู่นิวยอร์กเพื่อไล่ตามความฝันแบบอเมริกันดรีม เขาพักอาศัยอยู่ใกล้กับคฤหาสน์มหาเศรษฐีลึกลับนาม เจย์ แกสบี้ (ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ้) ที่ไม่เปิดเผยตัวตน แต่มักจะจัดงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ให้ผู้คนมาฉลองกัน

นิค เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ เดซี่ (แคร์รี่ มูลิแกน) ซึ่งเป็นภรรยาของทอม (โจแอล เอ็ดเกอร์ตัน) ชายตระกูลสูงผู้มั่งคั่ง นิคต้องรับรู้ว่าทอมนั้นนอกใจเดซี่ แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ และทอมยังทำให้เขาลุ่มหลงไปกับกิเลศ ตัณหา ราคะ จนวันหนึ่งเขาได้รับบัตรเชิญจากแกสบี้ให้ไปร่วมงานเลี้ยง ความสัมพันธ์ฉันมิตรของแกสบี้และนิคจึงเริ่มขึ้น และนั่นทำให้นิครู้เบื้องหลังของการจัดงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ๋ของแกสบี้ ซึ่งมันเกี่ยวพันกับชะตาชีวิตหลายคนที่เขารู้จัก

The Great Gatsby ยังคงสไตล์การเล่าเรื่องในแบบ บัซ เลอร์แมนน์ ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดดเด่นกับมุมมองการถ่ายภาพและการเคลื่อนกล้องอันเป็นเอกลักษณ์ ที่หวือหวามาในช่วงต้นที่เผยให้เห็นมุมมองของเมืองและสถานที่ต่างๆ ของนิวยอร์กในอดีตได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้เลอร์แมนน์ยังคงเก่งกาจกับการทำฉากสังสรรค์ เต้นรำ ให้ออกมาดูสนุกตื่นเต้นจนอยากจะออกมาขยับแข้งขาเลยทีเดียว

หนังเต็มไปด้วยทีมนักแสดงคุณภาพที่ต่างมาประชันกันในเรื่องนี้ ซึ่งทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี ที่ช่วยให้หนังดูสนุกและน่าติดตาม แต่ที่น่าจับตามองในเรื่อง นอกจาก ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ้ ที่โดดเด่นและทำให้ผู้ชมเอ็นดูและเห็นใจกับตัวละครซึ่งเป็นศูนย์กลางของเรื่องแล้ว คู่ปรับอย่าง โจแอล เอ็ดเกอร์ตัน ก็แสดงให้เห็นถึงพลังการแสดงที่ทัดเทียม ทำให้ฉากปะทะคารมของตัวละครทั้งสองเป็นอะไรที่สนุกสนาน

หนังเรื่องนี้มีอยู่หลายฉากที่เต็มไปด้วยบทสนทนาอันยาวเหยียดที่่ชวนให้ รู้สึกเบื่อได้ง่ายๆ แต่ว่าเอาเข้าจริงเรากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น! ซึ่งต้องยกความดีส่วนหนึ่งให้กับ คราร์ก อาร์มสตรงค์ คอมโพเซอร์มือรางวัลออสการ์ ที่มาทำดนตรีประกอบให้เรื่องนี้จนมีเสน่ห์โดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าฉากและ เครื่องแต่งกายเลย

แต่กระนั้นสิ่งที่ บัซ เลอร์แมนน์ ไม่สามารถทำได้เช่นเดียวกับ The Great Gatsby หลายเวอร์ชั่นที่ผ่านมานั้นก็คือ ไม่สามารถสะท้อนความโดดเด่นในฉบับนวนิยายออกมาได้ ปมเสียดสีสังคมอเมริกันที่เกิดขึ้นในยุคทศวรรษที่ 20 ที่เรียกกันว่า ยุคแจ๊ส ที่เศรษฐกิจอเมริกาเติบโตอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งสวนทางกับจิตใจและศีลธรรมที่ตกต่ำของคน เป็นยุคที่เต็มไปด้วยความฟุุ้งเฟ้อที่ผู้คนใช้ชีวิตแบบวัตถุนิยมแบบเต็มขั้น

แม้จะมีนิคที่เป็นตัวถ่ายทอดเรื่องราวในจุดนี้แต่ก็จับเพียงผิวเผินใน ช่วงต้นเท่านั้น เพราะพอตัวละครแกสบี้ปรากฎตัวหนังก็แปรเปลี่ยนเป็นหนังชีวิตความรักรันทดไป และไม่ได้แตะอะไรในจุดนี้อีก! ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเพราะคุณค่าในเบื้องลึกของ The Great Gatsby ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสุดทางในแบบที่ควรจะเป็น!

รวมไปถึง ความรัก อันเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนตัวละครในเรื่องนี้ บัซ เลอร์แมนน์ ไม่สามารถทำให้ผู้ชมรู้ถึงคุณค่าของ เดซี่ ที่ควรค่าแก่การแย่งชิงนอกจากรูปโฉมอันงดงามเท่านั้น เราอินไปกับการกระทำเพื่อรักอันน่าทึ่งแต่เรากลับตั้งคำถามว่าสิ่งที่ทำไป นั้นมันคุ้มค่าหรือไม่ หรือการไม่ได้ขับเน้นคุณค่าในตัวเดซี่เป็นความตั้งใจที่จะให้เราไม่รู้สึก ผูกพันกับตัวละครนี้มากนัก ทำให้เราเห็นอย่างชัดแจ้งในตอนท้ายว่า สิ่งที่ชายหนุ่มเพียรพยายามเพื่อให้ได้เธอคืนมานั้นมันช่างไร้สาระและเสีย เวลาเปล่า?

ใจคนยากแท้หยั่งถึง เราย่อมรู้ตัวเองว่าเรามีรักให้เขาหมดใจ แต่เราไม่อาจรู้หัวใจเขามีเราเต็มหัวใจหรือไม่ ความรักมันช่างซับซ้อนและยากเข้าใจ จวบจนลมหายใจสุดท้ายก็มิอาจได้คำตอบ

The Great Gatsby ผมให้ 4 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree

http://charthree.wordpress.com