American Hustle : โกงเปิดโปงโกง

Home / วิจารณ์หนัง / American Hustle : โกงเปิดโปงโกง

Bb8bRD8CAAAFZQv.jpg_large

เป็นหนังรางวัลที่เข้าฉายแบบส่งท้ายปีกันจริงๆ กับหนังเรื่องล่าสุดของผกก. เดวิด โอ รัซเซล จาก Silver Linings Playbook และ The Fighter กับการนำเอาเรื่องที่เคยเกิดจริงมาทำเป็นหนังแนวแก้เผ็ด แก้แสบ โดยได้นักแสดงแถวหน้า และ ขาประจำ ของเฮียแกมาร่วมงานอีกเช่นเคย ใน American Hustle

American hustle สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในยุค 80 เรื่องราวของศิลปินหนุ่ม ไอร์วิ่ง โรเซนเฟล์ด(รับบทโดย คริสเตียน เบล)ที่ต้องทํางานร่วมกับเจ้าหน้าที่ FBI ริชชี ดี มาโซ (รับบทโดย แบรดลีย์ คูเปอร์ ) เพื่อเปิดโปงและกําจัดการคอรัปชั่นให้หมดไปในปฏิบัติการที่มีชื่อว่า ‘ABSCAM’ ซึ่งจะทําให้พวกเขาต้องเข้าไปพัวพันกับโลกมืดทั้งมาเฟีย การพนัน เหล่านักการเมืองที่ชั่วร้าย และแผนลับๆ

ถ้าหากใครเคยดูหนังเรื่องก่อนๆของผกก. เดวิด โอ รัซเซล จะรู้เลยว่าตัวเนื้อเรื่องในแต่ละเรื่องของเขาจะออกมาในแนวธรรมดา ไม่มีอะไรหวือหวาเกินกว่าความจำเป็น แต่สิ่งที่ทำให้หนังของเขาเคลื่อนตัวไปได้อย่างน่าตื่นตา และ ประทับใจ ยังคงหนีไม่พ้นทีมนักแสดง และ สไตล์งานการกำกับที่คมคายของเขา โดยใน American Hustle ก็เป็นอีกเรื่องที่ยังคงดำเนินรอยตามนี้ โดยสิ่งที่เห็นได้ว่าจะโดดเด่นกว่าทุกด้านในตัวหนัง ยังคงหนีไม่พ้นของทีมนักแสดง ที่นอกจากจะจับมาแปลงโฉมก็ลืมรูปลักษณ์ของตนเองไปอย่างหมดสิ้น มันยังเป็นเวทีขนาดย่อมให้ได้ปะทะกันอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็น คริสเตียน เบล ในบท คนพุงพลุ้ย, เอมี่ อดัมส์ เป็นคาแรกเตอร์ สาวเซ็กห์ซี่, แบรดลี่ คูเปอร์ เป็นนายผมหยิก และ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เป็นเมียขี้วีน ซึ่งนักแสดงยกทีมสามารถทำหน้าที่สร้างคาแรกเตอร์ของตนได้อย่างฉะฉาน ไม่น้อยหน้าใคร

เช่นเดียวกับตัวบทหนังที่พยายามจะตีตื้นให้เข้ามาเทียบชั้นกับระดับความมีสไตล์ ด้วยการวางโครงเรื่องแบบ เหลี่ยมหักเหลี่ยม ที่มีการวางแผนซ้อนแผน ปลอมตัว จนไม่รู้ว่า ตัวละครที่เราเห็นนั้น เป็นเพียง คาแรกเตอร์ ที่เขาสวม หรือว่าเป็นตัวตนจริงๆของพวกเขากันแน่ ซึ่งหนังสามารถใช้ประโยชน์จากลูกเล่นการหลอกล่อคนดูด้วยสไตล์การปลอมตัว ไปควบคู่กับการวางโครงสร้าง และ ประเด็นหนังได้อย่างชาญฉลาด ไม่ลืมที่ยังจะตอกย้ำเข้าไปในเรื่องของ ภารกิจ ที่ยังคงเสียดสี และ แดกดัน เหล่ากระบวนการยุติธรรม และ วิธีการทำงานของสังคมการเมืองได้อย่างเฉียบคม

โดยองค์ประกอบด้านอื่นก็ยังโดดเด่นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นด้านงานโปรดักชั่นในการออกแบบยุค 80 รวมไปถึงเพลงประกอบของหนังที่เลือกใช้ ยกตัวอย่างไม่ว่าจะเป็น Live or Let Die หรือแม้แต่ How Can You Mend My Broken Heart ก็ต่างเป็นอีกสิ่งนึงที่ผลักดันให้หนังไปไกลกว่าเดิม จนต้องขอยอมรับว่า เดวิด โอ รัซเซล ยังคงเป็นผู้กำกับที่เก่งในการวางองค์ประกอบหลายๆส่วน จนสามารถประกอบออกมาเป็นจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่เทน้ำหนักไปที่สิ่งใดสิ่งนึงได้อย่างคมคาย และ ฉะฉาน กับงานของเขาจริงๆ

เรื่องนี้ผมให้ 8.5/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด