47 Ronin : วิถีแห่งซามูไร

Home / วิจารณ์หนัง / 47 Ronin : วิถีแห่งซามูไร

url

หลังจากมีปัญหาในกองถ่าย จนโดนเลื่อนฉายแล้วเลื่อนฉายอีก แถมยังโดนสั่งตัดต่อใหม่ จนมาปีนี้เพิ่งจะได้เข้าฉาย และก็กลายเป็นหนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญส่งท้ายปี 2013 สำหรับ 47 Ronin ของพระเอกหนุ่มอย่าง คีอานู รีฟส์ ร่วมด้วยนักแสดงญี่ปุ่นมากมายทั้ง รินโกะ คิคูชิ และ ทาดาโนบุ อาซาโนะ ด้วย

หลังจากที่ขุนพลผู้โฉดชั่วได้สังหารผู้เป็นนายของพวกเขาและสั่งเนรเทศพวกเขา ซามูไรไร้นาย 47 คนก็สาบานที่จะล้างแค้นและทวงคืนศักดิ์ศรีของตนเองกลับคืนมา เมื่อถูกขับไล่จากบ้านเกิดเมืองนอนและต้องร่อน เร่ไปทั่วสารทิศ โรนินกลุ่มนี้จะต้องขอความช่วยเหลือจากไค (รีฟส์) ลูกครึ่งที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยกีดกัน เพื่อต่อสู้ในโลกที่โหดร้ายที่เต็มไปด้วยสัตว์ลึกลับ เวทมนตร์เปลี่ยนร่างและความสยดสยองที่น่าอัศจรรย์ใจมากมาย เมื่อทาสผู้ถูกกีดกันและเนรเทศผู้นี้กลายเป็นอาวุธที่อันตรายที่สุดของพวกเขา เขาก็ได้เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นวีรบุรุษ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กบฏที่มีจำนวนน้อยนิดกลุ่มนี้ยืนหยัดเพื่อที่สร้างตำนานนิรันดร์ของตนเอง

หนังกำกับการแสดงโดย คาลล์ รินช์ ที่กระโดดมาจากงานหนังสั้น และ โฆษณา โดยประเดิมหนังโรงเรื่องแรกของเขาด้วยการจับหนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญ ที่ตัวหนังหยิบเอาตำนานของ โรนิน ทั้ง 47 ที่เคยสร้างมาเป็นหนังญี่ปุ่นนัดต่อนัดในชื่อเดียวกัน มาดัดแปลงให้กลายเป็นหนังแนวแอ็คชั่น แฟนตาซี ตามสไตล์ฮอลลีวู้ด ที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด แม่มด และ เวทมนตร์อีกมากมาย

ซึ่งตำนานของโรนินทั้ง 47 คน แสดงถึงความกล้าหาญ เกียรติยศ และ ความจงรักภักดี ผ่านวิถีแห่งบูชิโด ที่หนังธีมญี่ปุ่นแต่ฝรั่งทำอย่าง The Last Samurai ของ ทอม ครูซ เคยหยิบเอาไปเล่น และก็สามารถทำออกมาได้ดีทีเดียวมาแล้ว แต่กลับดูเหมือนว่า 47 Ronin อาจจะยังไม่ไปถึงจุดนั้น เพราะถึงแม้หนังจะหยิบยกถึงวิถีแห่งบูชิโด และ พิธีเซ็ปปุกุ (ฮาราคีรี) มากล่าวอ้างเป็นแกนหลักของเรื่อง แต่เนื่องด้วยการนำเสนอของตัวหนังผ่านผู้กำกับหน้าใหม่ จึงยังไม่สามารถพาให้ตัวหนังไปไกลถึงขนาดนั้นได้ทีเดียว ส่วนนึงที่ฉุดตัวหนังไว้ คงหนีไม่พ้นการที่ผู้กำกับหนังดูจะจับปลาสิบมือ ทั้งการพยายามสร้างเรื่องราวที่ดูเป็นมหากาฬ ภายในเวลาจำกัดเพียง 119 นาที จนทำให้หนังดูต้องรีบรวบรัดตัดจบ หรือแม้แต่การสร้างปมพื้นหลังให้ตัวละคร ทั้งความรัก ความสัมพันธ์ และ เรื่องราวส่วนตัว

ที่ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นภายในเวลาจำกัด จนทำให้ท้ายสุดหนังจึงดูเหมือนจะห่อมัดเรื่องราวทั้งหมดให้จบเหมือนการต้มมาม่า 3 นาที จนทำให้ตัวเรื่องทั้งหมดที่หนังพยายามปูมาดูจะไปไม่ถึงจุดที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นการยกย่องถึงความกล้าหาญของซามูไร หรือแม้แต่วิถีการแสดงถึงความจงรักภักดี และรวมถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นก็ตาม จนอาจจะทำให้แฟนบอยของ ซามูไร อาจจะต้องมีนอยด์ที่ปู้ยี่ปู้ยําเรื่องราวของพวกเขาไปในทิศทางที่แปลกตาจนน่าเกลียด

ในขณะเดียวกันสิ่งที่ดูเหมือนจะช่วยให้ตัวหนังยกระดับขึ้นมาได้ คงหนีไม่พ้นด้านของงานโปรดักชั่น เสื้อผ้าหน้าผม ที่แต่งองค์ทรงเครื่องมาแบบจัดเต็ม รวมไปถึงด้านของฉากแอ็คชั่น ที่การตัดต่อและนำเสนอ มาในรูปแบบรวบรัด สนุกแบบง่ายๆ คล้ายกับการเอาป๊อปคอร์นเข้าไมโครเวฟเลยทีเดียว รวมไปถึงการที่หนังเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น แต่กลับพูดภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง ในทีแรกก็อาจจะดูขัดหูไปบ้าง แต่พอดูไปเรื่อยๆมันก็ดูแปลกตา และกลายเป็นความสนุกแบบเพ้อเจ้อจนได้เรื่องเลยทีเดียว

ป.ล. รินโกะ คิคูชิ และ ทาดาโนบุ อาซาโนะ เด่นเกินพระเอก และถ้า ฮิโรยูกิ ซานาดะ ไม่ได้ชื่อว่า โออิชิ ก็อาจจะดูเท่ขึ้นมากว่านี้

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ