12 Years a Slave : ทาสอากาศ

Home / วิจารณ์หนัง / 12 Years a Slave : ทาสอากาศ

url

จัดได้ว่าเป็นตัวเต็งสำหรับออสการ์ปีนี้เลยก็ว่าได้ กับหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นของ โซโลมอน นอร์ธทัพ จากชายอิสระผู้ที่ต้องกลายมาเป็นทาส ใน 12 Years a Slave หรือชื่อไทยคือ ‘ปลดแอก คนย่ำคน’

ภาพยนตร์สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกัน ที่ตีพิมพ์ในปี 1853 และกลายเป็นงานเขียนระดับเบสต์เซลเลอร์ ที่ถูกตีพิมพ์ใน 15 ประเทศ ที่เขียนจากเรื่องจริงสุดสะเทือนใจของ โซโลมอน นอร์ทอัพ (ชิวอิเทล เอจิโอฟอร์) นักไวโอลินอัจฉริยะ ที่ถูกลักพาตัวไปขายเป็นทาส เขาใช้เวลานานถึง 12 ปี ในการต่อสู้เพื่อทวงคืนอิสรภาพ และ การใช้ชีวิตแบบไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ทำให้เรื่องราวของเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นเหมือนกับ “แอน แฟรงค์ในเวอร์ชั่นอเมริกา”

หนังกำกับการแสดงโดย สตีฟ แม็คควีน ที่คอหนังคงจะรู้จักกันดีกับผลงาน 2 เรื่องก่อนที่สร้างชื่อให้แก่เขาทั้ง 2 เรื่องอย่าง Hunger และ Shame โดยมาในคราวนี้ดูเหมือนเขาจะก้าวออกสู่โลกแห่งหนังแมสอย่างเต็มตัว แต่ก็ยังไม่ลืมทิ้งลายเดิมของตนเองที่เป็นเสน่ห์ให้คอหนังได้ชื่นชม ซึ่งถ้าหากเราพูดถึงหนังของการแบ่งแยกสีผิว และหนังทาส สิ่งแรกที่เราคิดถึงคงหนีไม่พ้น ‘คนขาวมันเลว’ หรืออะไรทำนองนี้ (เหมือนอย่างที่เราได้เห็นการล้างแค้นของคนผิวสีอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์ไปเมื่อต้นปีที่แล้วอย่าง Django Unchained) แต่ดูเหมือนว่าผกก. สตีฟ แม็คควีน จะชาญฉลาดในการเลือกถ่ายทอดเกี่ยวกับหนัง ทาส ให้มันเป็นหนังที่เกี่ยวกับ ‘ทาส’ อย่างซื่อตรงกับคนดูเป็นที่สุด

อย่างแรกเลยคือ การถ่ายทอดเรื่องราวของความโหดร้าย ความอับปรี และ ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นระหว่าง นาย และ ทาส ซึ่งตัวหนังไม่ได้ลงลึกไปถึงการต่อว่าด่าคนขาว หนังแสดงให้เห็นถึง คนขาว ในหลายมุมมอง ทั้งพ่อค้าผู้โหดเหี้ยม, นายทาสผู้ใจดี ไปจนถึงนายทาสที่โหดร้ายอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ซึ่งคำตอบของความโหดร้ายในระบบ ทาส ที่ตัวหนังจะโทษนั้นไม่ใช่เป็นเพราะผิวสี หรือ นิสัยที่ชอบฟาด ชอบตี แต่เป็นเพราะระบบกฏหมายในช่วงนั้น ที่ทำให้เหล่าคนขาว คิดว่า คนดำ ที่พวกเขาครอบครองอยู่นั้นเป็นสมบัติ เป็นสิ่งของที่ไม่มีชีวิต จะสามารถทำอะไรกับพวกเขาก็ได้ โดยหนังมุ่งตรงไปให้เห็นถึงช่องว่าง และ ความโหดร้าย ของระบบกฏหมายทาสในสมัยนั้นได้อย่างซื่อตรง ทั้งเรื่องราวการดิ้นรน ความหวัง และ ชีวิต ซึ่งสถานการณ์ทั้งหลายมันช่างแห้งแล้ง และ น่ากลัว

สิ่งที่ผู้กำกับ สตีฟ แม็คควีน ยังไม่ลืมที่จะถ่ายทอดในงานของเขาคงหนีไม่พ้นการถ่ายทำแบบ ลองเทค ที่จะมีมาให้เห็นตลอดทั้งเรื่องใน 12 Years a Slave และหนังก็ไม่ได้ใช้ลองเทคเพียงแค่เพื่อให้คนดูรู้สึกว่า ‘เออ เอ็งเจ๋งที่ถ่ายฉากแบบนี้ได้’ แต่หนังเลือกที่จะใช้มันเพื่อยิ่งให้คนดูรู้สึกถึงความอึดอัด และ กดดัน ของตัวละคร โดยเฉพาะหนึ่งในฉากที่น่าอึดอัดจนทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปด้วยคงหนีไม่พ้นฉาก แขวนคอ ที่ถ่ายทำแบบลองเทคให้เห็นถึงการดิ้นรน เอาตัวรอด ที่มันช่างน่ากลัว และ แห้งแล้งเป็นที่สุดเลยก็ว่าได้

โดยทางด้านนักแสดงนำของเรื่องอย่าง ซิวอิเทล เอจิโอเฟอร์ ก็สามารถถ่ายทอดบทบาทของตนออกมาได้อย่างรันทด ไม่โอเว่อแอ็คติ้ง ในขณะเดียวกัน นักแสดงสาวหน้าใหม่อย่าง ลูปิต้า นียองโอ ที่กำลังเดินสายกวาดรางวัลอยู่ในตอนนี้ ก็สามารถสร้างคาแรกเตอร์ของเธอให้กลายเป็น ทาส ที่รู้น่าสงสาร, รันทด และอาจจะน่าสมเพศในระบบทาสไปในขณะเดียวกัน เช่นเดียวกับ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ในบทของนายทาสผู้โหดเหี้ยม ที่มีอารมณ์ความเป็นคนที่ ‘ร้ายไม่รู้ตัว’ ได้อย่างน่าสงสาร แต่ก็น่าหมั่นไส้ในขณะเดียวกันครับ

ซึ่งโดยรวมๆแล้วนอกจาก 12 Years a Slave จะมีพลังมากในความเป็นภาพยนตร์ หนังยังสามารถดึงเอาศักยภาพของการถ่ายทำ และ นักแสดง มาใช้ประโยชน์ให้แก่ตัวหนังได้อย่างคุ้มค่า และ น่ายกย่องครับ

เรื่องนี้ผมให้ 9/10 ครับ