Robocop : คน หรือ เครื่องจักร

Home / วิจารณ์หนัง / Robocop : คน หรือ เครื่องจักร

robocop2014-6

หลังจากเลื่อนการเข้าฉายจากปีที่แล้ว มาเป็นหนังฟอร์มยักษ์รับต้นปีสำหรับ Robocop ฉบับรีเมคของผกก.ชาวบราซิลอย่าง โฮเซ่ ปาดีลา ที่กระโดดมาทำหนังฮอลลีวู้ดเป็นเรื่องแรก พร้อมขนนักแสดงอย่าง โจเอล คินเนอร์แมน, แซมมัวร์ แอล แจ็คสัน, แกร์รี่ โอลด์แมน, แอ๊บบี้ คอร์นิช และ ไมเคิล คีตั้น ก็ต้องจัดได้ว่าเป็นหนังรีเมคอีกเรื่องที่น่าจับตามองเป็นอย่างดี

RoboCop เป็นเรื่องราวในปี 2028 ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อออมนิคอร์ปเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ของ โลก โดรนของพวกเขาช่วยให้อเมริกาชนะสงครามทั่วโลก และตอนนี้ก็คิดจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในประเทศ ตัวเอกของเรื่องคือ อเล็กซ์ เมอร์ฟี่ (โจล คินนาแมน) ผู้เป็นสามีและพ่อ แถมยังเป็นตำรวจที่ดี ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปราบอาชญากรรมและคอรัปชั่นในดีทรอยท์ หลังจากบาดเจ็บสาหัสในการปฏิบัติหน้าที่ ออมนิคอร์ปใช้เทคโนโลยีสุดล้ำด้านหุ่นยนต์มาช่วยชีวิตอเล็กซ์ เขาได้กลับสู่ท้องถนนเพื่อปราบผู้ร้ายอีกครั้งพร้อมกลไกและอาวุธไฮเทค แต่เขาก็ต้องพบปัญหาใหม่ที่ผู้คนทั่วไปไม่พบ นั่นคือการต่อสู้กับเครื่องจักรของตนเอง

ถ้าหากเราจำ Robocop ฉบับเก่าที่ดูกันสมัยเด็กๆได้ คงนึกได้แต่ภาพของ โรโบคอป ยิงคนร้ายเป้าขาด ร่างแหลก เลือดกระจาย ซึ่งถ้าหากฉบับใหม่เดินเรื่องตามฉบับดั้งเดิมทั้งหมด ก็คงจะโดนด่าที่ว่าไม่สามารถทำได้อย่างที่ของเก่าทำไว้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นดูเหมือนผกก.จะรู้แกนก่อน จึงทำการโมเครื่อง Robocop ฉบับใหม่ให้หมดเสียเลย พร้อมกับปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง ทั้งตัวของ โรโบคอป ที่ยังมีความจำอยู่เต็มเปี่ยม, ลูกเมียที่มีบทบาทสำคัญ และ รวมไปถึงระบบการทำงานที่ต้องต่อสู้จากจิตใต้สำนึก ซึ่งเรื่องราวของการต่อสู้ระหว่าง คนและเครื่องจักร ใน Robocop ฉบับใหม่จัดได้ว่าน่าสนใจ เพราะหนังหยิบยกเอาประเด็นนี้มาเป็นตัวนำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ในฉบับเก่าได้แตะเพียงเล็กน้อย จึงทำให้ Robocop ในฉบับใหม่ ดูมีความเป็นคน มีเลือดมีเนื้อ การต่อสู้กับตัวเองได้มากกว่าในฉบับเก่า

ในขณะเดียวกันตัวหนังก็ยังไม่ลืมที่จะทำหน้าที่ให้กับเสน่ห์อีกอย่างนึงที่ขาดไม่ได้อย่าง การเสียดสีและวิจารณ์สื่อ ที่ในฉบับเก่าของเราทำโดยการคอยฉายภาพข่าว และ โฆษณาแฝงถึงเรื่องราวความรุนแรงอันใกล้ตัว, การทำงานอันไม่เป็นกลางของสื่อ และ รวมไปถึงวิธีการถ่ายทอดของมัน โดยในฉบับใหม่ก็เช่นกัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการแฝง มาเป็นการที่ให้ แซมมัวร์ แอล แจ็คสัน ยืนด่าคนดูแบบตรงไปตรงมา จนสามารถเข้าถึงกับทุกคนได้อย่างง่ายดายมากกว่าก่อน ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ คน vs. เครื่องจักร หรือการเสียดสีของ RoboCop ในฉบับใหม่ต้องยอมรับทำได้น่าสนใจ และคงเส้นคงวาเป็นอย่างดี

แต่ปัญหาอย่างนึงของตัวหนังคือ ‘นี่มัน RoboCop’ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราหวังจะได้เห็นจากตำรวจเหล็ก เห็นจะไม่ใช่เรื่องราวดราม่า ของการต่อสู้ระหว่าง คน และ เครื่องจักร แต่เป็นการที่เราได้เห็น โรโบคอป ออกไปปราบเหล่าร้าย พร้อมใส่ประเด็นเหล่านั้นมาอย่างแนบเนียนมากกว่า เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่ตัวหนังในฉบับใหม่ออกมาในรูปแบบนี่ก็เปรียบเสมือนดาบ 2 คม ใครที่ชอบประเด็นแบบใหม่ที่หนักขึ้นของ Robocop ก็น่าจะถูกอกถูกใจ ส่วนใครที่ยังคงคิดถึงถวิลหาฉบับเก่าอยู่ อาจจะไม่ชอบใจนักเมื่อเห็น Robocop ของพวกเขามากลายเป็นหนังหุ่นยนต์ดราม่า ที่มีฉากแอ็คชั่นเข้ามาแทรกแซงเป็นครั้งคราวเท่านั้น (โดยก็ต้องยอมรับว่าการครีเอทฉากเหล่านี้ของผู้กำกับยังใช้ได้อยู่) แต่กลับไม่ได้ระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบภาคก่อน

ด้านนักแสดงของตัวเรื่องทั้ง โจเอล คินเนอร์แมน และ แอ็บบี้ คอร์นิช ก็ทำสุดความสามารถเท่าที่นักแสดงระดับกลางจะควบคุมตัวหนังได้ แต่ที่กินขาดคงเห็นจะหนีไม่พ้นรุ่นพี่ทั้ง แซมมัวร์ แอล แจ็คสัน, แกร์รี่ โอลด์แมน และ ไมเคิล คีตั้น ที่สร้างตัวละครของตนได้น่าสนใจเกินกว่าพระเอกของเราเสียอีก โดยเฉพาะ แซมมัวร์ แอล แจ็คสัน ที่ด่าไฟแล่บแบบเต็มที่กันเลยทีเดียว