มอ 6/5 ปากหมาท้าแม่นาค 3D : ตบหัวแล้วลูบหลัง

Home / วิจารณ์หนัง / มอ 6/5 ปากหมาท้าแม่นาค 3D : ตบหัวแล้วลูบหลัง

10259107_641871309211641_5975067976880216664_o

หลังจากเคยไปได้ดิบได้ดีทางด้านรายได้กันมาแล้ว สำหรับภาคแรก ว่าแล้วจะไม่มีภาคต่อได้อย่างไร กับหนังแก็งค์เกรียนลองดีอย่าง มอ 6/5 ที่กำลังจะเป็นเฟรนไซส์งามๆอีกเรื่องของค่าย พระนครฟีล์ม ซึ่งในภาคต่อนี่ก็ใช้ชื่อว่า มอ 6/5 ปากหมาท้าแม่นาค ที่มาพร้อมกับระบบ 3D เช่นเคย

หลังจากที่ทุก คนเคยเคยผ่านประสบการณ์เจอดีในตึกเก่าของโรงเรียนมาแล้ว ก็ทำให้พวกเขาสำนึกและไม่กล้าไปลองดีที่ไหนอีกจนถึงวันที่เหล่าก๊วนแสบ ต้องเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่แต่ละคนก็ไม่ใช่เด็กเรียนเก่งอะไรกันมากนัก ไสยศาสตร์ จึงเป็นทางออกที่เด็กกลุ่มนี้คิดได้ การไปบนบานศาลกล่าวต่อ “ศาลแม่นาคพระโขนง” จึงเป็นหนทางที่กลุ่มเด็ก มอ 6/5 ตัดสินใจว่าน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด แต่เพราะความปากหมาของ “นิก” ที่ยังคงเสมอต้นเสมอปลายเลยทำให้เกิดเหตุการณ์ที่สุดตื่นเต้นที่พวกเขายากจะ ลืมเลือนกันอีกครั้ง

มากันในภาคต่อที่สร้างด่วนแบบนี้ยังคงกำกับโดย พจน์ อานนท์ หรือในชื่อใหม่ พชร์ อภิรุจ ที่กลับมาพร้อมทีมนักแสดงจากภาคแรกอย่างครบชุด ร่วมด้วย กิ๊บซี่ วนิดา ในบท แม่นาค และ สตาร์บัค ในบท พ่อมาก ซึ่งหนังยังคงหยิบเอาเรื่องราวของความเชื่อ และ วัยรุ่น มาเล่นในรูปแบบหนังตลกเช่นเคย หลังจากที่ในภาคที่แล้วพูดถึงครูบาอาจารย์ มาต่อในภาคนี้ก็ย้ายมาพูดถึง แม่นาค ที่มีความเชื่อกันว่าไปบนกับท่านแล้วจะไม่ติดทหาร

ซึ่งส่วนตัวหลังจากได้ดูแล้ว ก็ต้องขอชื่นชมที่ว่า ในภาคต่อนี่สามารถพัฒนาขึ้นจากภาคแรกในด้านของลูกเล่นการเล่าเรื่องได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะการพูดถึงเรื่อง ตบหัวแล้วลูบหลัง ของเหล่าวัยรุ่นและความเชื่อ ที่ส่วนมากจะปฏิบัติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบที่ หยาบคายแล้วขอโทษ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากวัยรุ่นจริงๆในสมัยนี้ โดยหนังแสดงให้เห็นถึงตั้งแต่ฉากแรก กับการทำรูปของแม่นาคตกแตกโดยตัวละครตัวนึง แต่กลับเดินจากไปอย่างเพิกเฉยเพราะคิดว่าตนและเพื่อนกำลังจะไปไหว้อยู่แล้ว จึงไม่มีความผิดอย่างไร ซึ่งต้องขอชื่นชมหนังที่หยิบเอาเรื่องในจุดนี้มาสานต่อกับวิธีการเล่าเรื่องแนวนี้ได้อย่างแน่วแน่กว่าภาคแรก หรือให้พูดง่ายๆคือ บทหนังในภาคนี้ดูไม่ป้ำๆ เป๋อๆ จนกลายเป็นหนังที่ดูเหมือนถ่ายแล้วทิ้งไว้ ก่อนที่จะกลับมาถ่ายต่อ แบบในภาคแรก โดยการเล่าแบบตลกไร้สาระ ก่อนจะปิดฉากด้วยแบบดราม่าซึ้งๆบีบน้ำตา ที่ตัวหนังยังอาจจะดูไร้สาระไม่ต่างจากภาคแรก แต่สิ่งที่หนังยึดเหนี่ยวจนสานต่อมาได้จนจบในภาคนี้ก็ต้องขอชื่นชมว่าพัฒนามากขึ้น

เช่นเดียวกันกับในระบบ 3D ของหนังที่ยังคงโปรโมทแบบหนักหนาไม่ต่างอะไรจากภาคแรก ด้วยการถ่ายทำด้วยกล้อง สามมิติ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องขอชมอีกเช่นกันว่าตัวหนังเลือกใช้มุมภาพ และ ลูกเล่น กับคนดูในระบบนี้ได้ดีมาก จนอาจเรียกได้ว่าเป็นหนังไทยในระบบ 3D ที่ดีที่สุดที่เคยดูมาเลย (จนถึงตอนนี้) เพราะหนังไม่ได้เล่นกับคนดูแค่ปาของเข้าหน้า แต่การเลือกฉากและภาพในการถ่ายทำเพื่อเสริมมิติของ มอ 6/5 ในภาคนี้ก็ต่างทำออกมาได้น่าตื่นตาเกินมุกตลกและคุณภาพหนังไปไกลทีเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน ส่วนที่ยังดูจะมีปัญหาไม่ต่างจากภาคแรกก็ยังคงหนีไม่พ้นกับมุกตลกแนวกลุ่มแฟนคลับ ที่ยังคงเน้นขายเสน่ห์ หน้าตา และ ลีลา ของนักแสดงจนเหมือนเป็นมุกตลกล้อชื่อพ่อ ล้อชื่อแม่ กันแค่ในกลุ่มเพื่อน ส่วนใครที่ไม่ได้มีความผูกพันธ์ หรือเป็นแฟนคลับอะไรกับผกก.และนักแสดงกลุ่มนี้ ก็คงได้แต่นั่งงงว่า พวกเอ็งกำลังทำอะไรกันว่ะ จนอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ชวนน่ารำคาญและกลบสิ่งที่ตัวหนังพยายามจะยกย่องในขณะเดียวกันอีกด้วย

โดยสรุปแล้วถึงแม้หนังจะมีวิธีการเล่าเรื่อง และ ตัวบทที่ดูเขียนมาให้คนดูสนุกราบรื่น จนไม่น่าอึดอัดเหมือนภาคแรก แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนังที่เหมาะสำหรับกลุ่มแฟนคลับของ นักแสดง ในภาพยนตร์มากกว่าจะเหมาะกับคนดูทั่วไปครับ

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ