The Amazing Spider-Man 2 : ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน 2 ผงาดอสุรกายแล้วมาคุยกัน

Home / วิจารณ์หนัง / The Amazing Spider-Man 2 : ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน 2 ผงาดอสุรกายแล้วมาคุยกัน

spiderman2_1814

หลังจากเคยทำให้แฟนๆไม่ผิดหวัง ถึงแม้จะเป็นการรีบู๊ตด้วยระยะเวลาแสนสั้นไปเมื่อ 2 ปีก่อน สำหรับ The Amazing Spider-Man ในภาคแรก ที่นอกจากจะแจ้งเกิดอีกครั้งให้กับนักแสดงหนุ่ม แอนดรูว์ การ์ฟีลด์ หนังยังสามารถสร้างบรรทัดฐานใหม่ๆให้แก่หนังฮีโร่ ที่ผสมปนเปกับเรื่องรักโรแมนติคได้อย่างลงตัวอีกด้วย โดยตอนนี้ภาคต่อก็เข้าฉายกันเรียบร้อยแล้ว

ในภาคนี้ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ (แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) จะต้องพบกับชีวิตที่ยุ่งเหยิงระหว่างการปราบผู้ร้ายกับการใช้เวลากับหญิงสาว ที่รัก เกว็น สเตซี่ (เอ็มม่า สโตน) จนกระทั่งจบมัธยมปลายซึ่งมาถึงแบบไม่ทันตั้งตัว ปีเตอร์ไม่ลืมสัญญาที่เขาให้ไว้กับพ่อของเธอที่จะปกป้องเธอโดยอยู่ห่างๆ แต่เขาก็ทำไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตลอดกาลเมื่อเขาพบกับวายร้ายคนใหม่ อีเล็คโทร (เจมี่ ฟ็อกซ์) และ แฮรี่ ออสบอร์น (เดน เดฮาน) เพื่อนเก่าที่มาพร้อมกับเงื่อนงำความหลัง กำลังจะคิดแผนร้ายเพื่อสยบสไปเดอร์แมน

หนังยังคงกำกับโดย มาร์ค เว็บบ์ จากภาคแรก ซึ่งถ้าหากใครได้ชมหนังเรื่องแรกของเขาอย่าง (500) Days of Summer คงจะรู้ถึงความจี๊ดปวดใจในหนังรักของผกก.คนนี้ ซึ่งใน สไปเดอร์แมน ภาคแรก ผกก.ก็ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่าถึงแม้จะมาจับงานหนังฟอร์มยักษ์ แต่เขายังไม่ทิ้งกับลายเส้นความหวานจี๊ดชิ้นนั้นได้ลงคอ ซึ่งดูเหมือนว่าพอมาในภาค 2 ที่ทุกอย่างดูใหญ่ขึ้น เยอะขึ้น ผกก.ก็ต้องการอัพระดับให้เรื่องรักๆ และ ดราม่า เข้ามามีบทบาทไม่ต่างจากฉากแอ็คชั่นเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ครั้งใหญ่ในหนังเรื่องนี้อีกด้วย ซึ่งนั่นมันก็เป็นสิ่งที่ได้ผลในระดับนึง ถึงแม้จะไม่อาจตอบสนองความต้องการของผกก.ทั้งหมดก็ตาม

เพราะถ้าให้พูดจริงๆคือ The Amazing Spider-Man 2 ในภาคนี้จัดได้ว่าไม่ค่อยต่างจากตอน Spider-Man 3 ของ แซม ไรมี่ มากนัก ที่ยัดเส้นเรื่องเข้ามายุบยับ ทั้งปูมหลังของ ตัวร้าย และ คนรัก หรือแม้แต่ตัวดราม่าของ ปีเตอร์ เอง ก็ยาวจนกลายเป็นหนังเรื่องนึงได้อยู่แล้ว โดย อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน ในภาคนี้ก็ไม่วายตกหลุมพรางเดียวกัน นั่นคือพอมันมีเส้นเรื่องยุบยับไปหมด ทำให้หนังไม่มีเวลาพอที่แบ่งส่วนเหล่านั้นให้เข้ากันได้อย่างลงตัวนัก (ถึงแม้จะมีความยาวถึง 142 นาที ซึ่งเป็น ไอ้แมงมุม ภาคที่ยาวที่สุด) จนกลายเป็นว่าทั้ง ปูมหลังตัวร้าย ที่เหมือนจะต้องเป็นสิ่งที่โดดเด่นในภาคนี้ ต้องลดทอนลงไป เช่นเดียวกับเรื่องราวความรักของคู่ พระนาง ที่อาจจะจัดเต็มกว่าภาคก่อน แต่เนื่องด้วยการที่หนังต้องแบ่งหลายพาร์ทไปให้ตัวร้าย และ รวมถึงตัว สไปเดอร์แมน เอง มันจึงอาจจะไม่ตอบสนองความจี๊ดได้ดีเท่าภาคแรกสักเท่าไหร่นัก

แต่ในขณะเดียวกันถึงแม้เส้นเรื่องจะยังคงยุบยับเป็นใยแมงมุม หนังก็ยังมีสิ่งที่ตอบสนองแฟนๆขาประจำของหนัง แนวฮีโร่ หรือขาจรที่ต้องการดูเอามันส์ได้อยู่เป็นระยะ ซึ่งสิ่งที่ชอบที่สุดในภาคนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นฉากแอ็คชั่น ที่ยกระดับและปรับปรุงจากภาคที่แล้วได้ดีมากซะเป็นส่วนใหญ่ กับการเล่นกับมุมกล้องที่แพรวพราว และมีฉากมหาวินาศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฉากการปะทะเปิดตัวกับ เดอะ ไรโน่ หรือแม้แต้กับ อิเล็คโตร ก็ทำเอาคนดูอ้าปากค้างยิ่งกว่าการต่อสู้กับ มนุษย์กิ้งก่า ในภาคที่แล้วเสียอีก (โดยขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้เป็นระบบ IMAX หรือ 3D เท่านั้น เพราะมิฉะนั้นความอลังการอาจจะไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ)

โดยสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันเห็นจะหนีไม่พ้น 2 นักแสดงนำ ที่เป็นแฟนกันทั้งในจอ และ นอกจอ อย่าง แอนดรูว์ การ์ฟีลด์ และ เอ็มม่า สโตน ที่ทั้งคู่ยังสามารถรับส่งบทบาทของ ปีเตอร์ และ เกว็น ผ่านบทสนทนาสุดเกรียน น่ารัก มุ้งมิ้ง ได้ดีไม่แพ้กับภาคที่แล้ว เคมีของทั้งคู่เข้ากันจนน่าจะจับไปเล่นหนังโรแมนติค คอมเมดี้ ด้วยกันสักเรื่องจริงๆเชียว

ซึ่งโดยรวมแล้วถึงแม้ภาคนี้อาจจะยังไม่กลมกล่อมสู้กับภาคที่แล้ว หรือหนังฮีโร่เรื่องอื่นๆของมาร์เวลไม่ได้นัก แต่กระนั้นหนังก็ยังสามารถพาตัวเองไปรอดด้วยฉากแอ็คชั่น และ โรแมนติค ที่ใหญ่ และ เยอะกว่าภาคแรกได้พอสมควรเลยทีเดียวครับ (ป.ล. ใครที่เป็นแฟนหนังสือการ์ตูนมาร์เวลแล้วจับ Easter Egg อะไรในภาคนี้ได้บ้าง ก็สามารถเอามาแชร์กันได้จ้า)

เรื่องนี้ผมให้ 7.5/10 ครับ