X-Men: Days of Future Past : อภิมหาสงครามวันพิฆาตกู้อนาคต ภาคนี้คือดีที่สุด!

Home / วิจารณ์หนัง / X-Men: Days of Future Past : อภิมหาสงครามวันพิฆาตกู้อนาคต ภาคนี้คือดีที่สุด!

x-men-days-of-future-past-official-trailer-2-01

เข้าฉายกันแล้วสำหรับหนังซัมเมอร์ที่ส่วนตัวต้องขอบอกเลยว่ารอคอยมากที่สุดสำหรับ X-Men: Days of Future Past เพราะนอกจากจะเป็นเฟรนไซส์หนังที่ชื่นชอบ ภาคนี้ยังรวมตัวละครของเหล่ามนุษย์กลายพันธ์มากขึ้นกว่าภาคไหนๆอีกด้วย ซึ่งหลังจากดูแล้วเป็นอย่างไรเรามาคุยกันเลยครับ

การรวมตัวต่อสู้กับสงครามครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าเอ็กซ์-เม็น เพื่อหาทางเอาตัวรอดจากสายพันธุ์ที่มีอายุ­ข้าม สองยุคสมัยในภาพยนตร์เรื่อง X-MEN: DAYS OF FUTURE PAST เหล่าตัวละครโปรดจากภาพยนตร์ไตรภาค “X-Men” ต้นฉบับกลับมาผนึกกำลังร่วมกับตัวเองในอดี­ตจาก “X-Men: First Class ในการต่อสู้ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแป­ลงอดีตเพื่อรักษาอนาคตของเราไว้ 22 พฤษภาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์

หนังกำกับโดย ไบรอัน ซิงเกอร์ ผู้กำกับที่ดูเหมือนจะมีเยื่อใยให้กับหนังชุดนี้มากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะเขาเป็นคนสร้างเฟรนไซส์นี้ และเป็นข้อพิสูจน์ให้หนังฮีโร่จากหนังสือการ์ตูนว่า มันไม่ได้งี่เง่าเสมอไป โดยก่อนการมาของในภาคนี้ ต้องขอบอกเลยว่า X-Men 2 จัดได้ว่าเป็นภาคที่ดีที่สุดสำหรับผม ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่หลังจากได้ดูภาคนี้ต้องขอบอกเลยว่า ตำแหน่งนั่นได้ถูกเปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากใครที่เป็นแฟน เอ็กซ์เมน ทุกภาค จะสังเกตุได้ว่าประเด็นที่ X-Men มักจะเล่นอยู่ซ้ำๆคงหนีไม่พ้น Mutant and Proud หรือภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ในสิ่งที่เกิดมาแตกต่าง แต่ขอบอกเลยว่าภาคนี้จะไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว แต่มันจะจัดตั้งคำถามที่หนักขึ้นกว่าก่อน นั่นคือ คุณจะยอมเสียสละปัจจุบันของคุณ เพื่อช่วยอนาคตที่คุณไม่รู้จักหรือไม่ หรือแม้แต่การยอมหักข้อต่ออดีต เพื่ออนาคตที่เราไม่มีทางล่วงรู้ได้ดีกว่า

ซึ่งความเข้มข้นของภาคนี้ จากการตั้งคำถามถึงเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต จัดได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมมาก ยอดเยี่ยมจนรู้สึกว่าฉากแอ็คชั่นของหนังในภาคนี้ดูด้อยไปเลยทีเดียวเมื่อต้องมาเจอกับสถานการณ์ต่างๆในภาคนี้ ทั้งนักแสดงรุ่นหนุ่มอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรน, เจมส์ แม็คอวอย, ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ และ นิโคลัส ฮอลท์ ต่างสามารถทำหน้าที่ได้ดีไม่ต่างจากภาคก่อน  โดยเฉพาะ แม็คอวอย และ ฟาสเบนเดอร์ ที่สามารถสร้างสรรค์ตัวละคร มิตร หรือ ศัตรู ในภาคนี้ได้ดูลึกลับ และ น่าค้นหา ไม่แพ้กัน

เช่นเดียวกันนักแสดงฝั่งรุ่นทีมีอายุขึ้นมาหน่อยอย่าง เอียน แม็คเคลเลน และ แพทริค สจ๊วต ก็ต่างกลับมารับบทที่โด่งดังของตนได้อย่างจุใจ เช่นเดียวกับ ฮิวจ์ แจ็คแมน ที่วูล์ฟเวอร์รีน ในภาคนี้นอกจากจะได้รับบทเด่น ยังต้องเจอกับคำถามที่ยากกว่าจะหาคำตอบทั้งในภาคของ Origins และ The Wolverine อีกด้วย ซึ่งนอกจากนั้น ฉากแอ็คชั่น ของหนังก็จัดได้ว่าเป็นอีกสิ่งที่โดดเด่น คือไม่ต้องหาคำชมอะไรมากนอกจากคำว่า เกินมาตรฐานของหนังแอ็คชั่นฮีโร่ เพราะนอกจากฉากไคลแมกซ์สุดมันส์ของหนัง

สิ่งที่ชอบมากๆคงหนีไม่พ้นการที่ ซิงเกอร์ มีช่วงให้แต่ละตัวละครใหม่ได้ปล่อยของอย่างเต็มที่ ทั้ง บลิงค์, วอร์พาร์ธ, ซันสป็อต, บิช้อป และที่เด็ดสุดคงหนีไม่พ้น ควิกซิลเวอร์ ที่ใครเห็นจากคอสตูมในตัวอย่างแล้วคิดว่าเห่ย ขอลองให้มาดูหนังจริงแล้วจะหลงรักเขาทันที

ด้านระบบ 3D ของหนังก็จัดได้ว่าคุ้มค่าตั๋วแก่การดู เพราะนอกจากฉากแอ็คชั่นที่จะโดดเด่นเรื่องการปาของเข้าหน้าคนดู ฉากธรรมดาก็ยังสามารถทำออกมาได้ดูมีมิติไม่น่าเกลียด สำหรับหนังที่เอาไปแปลงเป็นระบบนี้ทีหลัง ซึ่งผมเชื่อว่าคอหนัง X-Men คงจะถูกอกถูกใจกันแน่นอน เมื่อได้เห็นตัวละครของพวกเขากลับมาแท็คทีมแบบเต็มรูปแบบเช่นนี้ครับ จนไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า ภาคนี้คือภาคที่ดีที่สุด

ป.ล.ตอนจบของหนังมีฉากหลัง End Credit รอนานหน่อยประมาณเกือบ 10 นาที แต่แน่นอนว่าคุ้มค่าที่จะรอครับ

เรื่องนี้ผมให้ 10/10 ครับ