The Wind Rises : ความฝันบนพื้นความจริง

Home / วิจารณ์หนัง / The Wind Rises : ความฝันบนพื้นความจริง

url

เตรียมเข้าฉายในไทยกันแล้ว สำหรับหนังผลงานเรื่องสุดท้ายของผกก.ปรมาจารย์อย่าง ฮายาโอะ มิยาซากิ ใน The Wind Rises หรือในชื่อไทย ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก ที่เมื่อปีที่แล้วผงาดได้เข้าชิงออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยมกับเขาเสียด้วย

โดยเรื่องราวจะบอกเล่าชีวิตของ จิโร ตั้งแต่เด็กที่เริ่มสนใจในเครื่องบิน จนวัยหนุ่มที่เขาต้องการออกแบบเครื่องบินท­ี่สวยงามให้ล่องไปบนท้องฟ้า ในสมัยที่ยังไม่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำเหมือนส­มัยนี้ รวมถึงเรื่องราวความรักแบบหนุ่มสาวของเขาแ­ละ นาโอโกะ เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลก กำหนดฉายในไทย 3 กรกฏาคมนี้

ซึ่งถ้าหากใครที่เป็นแฟนหนังของสตูดิโอจิบลิ ไม่สิ ถ้าหากใครที่เป็นแฟนหนังของ ฮายาโอะ มิยาซากิ และติดตามมาตลอดทุกเรื่อง จะพบได้ว่างานของเขานั่นจะมาในรูปแบบแฟนตาซี แต่ก็ยังคงคอนเซปต์เดียวกันทุกเรื่อง นั่นคือการต่อต้านสงคราม, รักธรรมชาติ และ เครื่องบิน ซึ่งแน่นอนว่าเขาเป็นผู้กำกับที่หลงใหลในเครื่องบิน และ สงครามโลกมากๆ แต่ถึงแม้เขาจะหลงใหลมัน เขาก็ไม่ได้มีท่าทีจะสนับสนุนอย่างไร ซึ่งว่าแล้วนี่เป็นผลงานเรื่องสุดท้าย ก็คงไม่แปลกถ้าหากหนังจะจัดเต็มเรื่องเกี่ยวกับเครื่องบินซะขนาดนี้ หลังจากมันเคยมีบทบาทไม่ต่างจากตัวละครมาแล้วทั้งใน Pocco Rosso หรือ Castle in the Sky นั่นเองครับ โดยเอาเข้าจริงๆ The Wind Rises เนี่ย คอนเซปต์ของหนังก็ไม่ได้ต่างจากคอนเซปต์เรื่องอื่นๆของ สตูดิโอ จิบลิ สักเท่าไหร่นัก

แต่สิ่งที่สามารถทำให้มันกลายเป็นอนิเมชั่นกินใจคนดู (และ แฟนๆจิบลิจะยิ่งฟินกันไปใหญ่) นั่นคือการที่หนังพูดถึงเรื่องความฝันผ่านผู้ชายธรรมดา ซึ่งแน่นอนว่าผลงานเรื่องอื่นๆของ มิยาซากิ ก็พูดถึงความฝัน ไม่ว่าจะเป็นความฝันที่จะกลับบ้านของหนู Spirited Away หรือความฝันที่อยากจะถอนคำสาป หรือใช้ชีวิตปกติของ Pocco Rosso แต่แน่นอนว่า ความฝัน ใน The Wind Rises นี่ต่างจากเรื่องๆแน่นอน เพราะมันพูดถึงชายธรรมดาๆที่มีความฝันเกี่ยวกับเครื่องบิน แต่ดันต้องอยู่ในช่วงสงครามโลก ที่เครื่องบินซึ่งเปรียบเสมือนความฝันของเขาต้องนำไปใช้ในงานสงคราม

โดยถึงแม้หนังจะออกมาโทนนี้ แต่ก็แน่นอนว่าหนังไม่ได้มีท่าทีสนับสนุนสงครามแต่เพียงใด เพียงแต่หนังจะเล่าถึงเรื่องราวของ ความฝัน ของผู้ชายคนเล็กๆเท่านั้น ที่ไม่ว่าจะแพ้สักกี่ครั้ง ก็ไม่มีวันท้อใจ ถึงแม้ท้ายสุดแล้วความฝันของเขาจะสามารถนำไปใช้งานบนท้องฟ้าได้เพียงชั่วครู่ โดยการตัดสลับระหว่างโลกแห่งความเป็นจริง และ ความฝัน ของจิโร่ ที่ได้พบเจอกับผู้สร้างเครื่องบินผู้ยิ่งใหญ่อย่าง มิสเตอร์ คาโปรนี่ ก็ไม่ต่างจากการที่หนังพาเข้าสู่โลกที่แสนสวนงามในอุดมคติของ จิโร่ ก่อนที่จะตัดสลับไปสู่โลกแห่งความจริงในสงครามโลก ที่เต็มไปด้วยโรคระบาด, สงคราม และ ภัยธรรมชาติ

งานด้านภาพของ The Wind Rises ก็ยังคงจัดได้ว่าไร้ที่ติ เมื่อเทียบกับผลงานอื่นๆของ มิยาซากิ โดยเฉพาะการที่ได้มาดูในโรงหนังด้วยแล้ว จัดได้ว่าเป็นการทิ้งท้ายของผู้กำกับ ปรมาจารย์ ผู้นี้ได้อย่างสมความตั้งใจ ซึ่งแน่นอนว่าตัวละคร จิโร่ ในหนังเองก็ไม่ต่างอะไรจากตัวผู้กำกับ มิยาซากิ มากนัก เมื่อความฝันมันเสร็จสิ้นมาถึงจุดนึงแล้ว มันก็ต้องมีการปล่อยวาง ต้องมีการเกษียณ ซึ่งเมื่อยิ่งคิดดูแล้ว การที่ผู้กำกับอนิเมชั่นในดวงใจอย่าง Spirited Away ต้องวางมือ ก็ยิ่งรู้สึกใจหาย และไม่ง่ายเลยที่จะไม่เสียน้ำตาให้กับอนิเมชั่นเรื่องนี้ครับ

เรื่องนี้ผมให้ 10/10 ครับ