The Babadook : ปีศาจบำบัด

Home / วิจารณ์หนัง / The Babadook : ปีศาจบำบัด

The Babadook Review

ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาหนาหูว่า สื่อต่างประเทศต่างยกให้ The Babadook ขึ้นแท่นหนังสยองขวัญแห่งปี และอีกมากคุณงามความดีที่แว่วๆมา ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจอยู่ไม่น้อยว่า หน้าหนังที่ดูจะขายความสยองขวัญแบบนี้ จะเข้าตากรรมการได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือไร แต่เมื่อได้นั่งชม พิสูจน์ตั้งแต่ต้นจนถึงท้ายเครดิตแล้ว ก็คงต้องยอมซูฮกสัก 3 ที ให้กับลีลาของ มิสเตอร์บาบาดุค เรื่องนี้ เพราะมันมีอะไรที่ดีกว่าที่คิด

The Babadook คือเรื่องราวของ เอมิเลีย แม่ม่ายสามีตาย ทำให้กลายเป็นคนจิตตกซึมเศร้า ที่ต้องดูแลเลี้ยงดู ซามูเอล ลูกชายคนเดียวที่มีปมเข้ากับเด็กคนอื่นไม่ได้ หลังจากที่คืนหนึ่ง คุณแม่ได้อ่านหนังสือนิทานเล่มหนึ่งกับลูกชาย นับจากนั้น ก็เหมือนมีปีศาจเฝ้าตามหลอกหลอน และจ้องจะเอาชีวิตทั้งคู่อย่างไม่ลดละ สองแม่ลูก ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่หาคำอธิบายไม่ได้ พร้อมทั้งอดกลั้นความผิดปกติในจิตใจของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้ระเบิดออกมาจนทำร้ายคนที่ตัวเองรัก

สิ่งที่ทำให้ The Babadook ชูโรงขึ้นเหนือกว่าขนบหนังสยองขวัญที่มีกันเกลื่อนกลาด เพราะมันไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การเอาผีมาหลอกหลอน แบบยัดเยียดเอาเป็นเอาตาย ชนิดเหมือนจะชี้หน้าสั่งคนดูว่า กลัวฉันเดี๋ยวนีี้นะเหวย! หากแต่เป็นการปรุงแต่งบรรยากาศโดยรวมให้น่าหดหู่ เอาแน่เอานอนไม่ได้ และชวนหายใจไม่ออก เกือบตลอดทั้งเรื่อง (คล้ายคลึงกับที่หนังผียุดหลังๆ อย่าง The Conjuring เคยทำไว้) อีกทั้งยังมุ่งเน้นไปที่การติดตามระเบิดเวลาแห่งสภาพจิตใจที่ผิดปกติ ที่ค่อยๆปะทุรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาชีวิต ความเครียดสะสม ควากลัวสิ่งลี้ลับที่ตามรังควาญ ความหวาดระแวงจากคนรอบข้าง และความสัมพันธ์แม่ลูกที่เหมือนจะแน่นแฟ้น หากแต่เปราะบาง จนจี้จุดแตกหักหลายต่อหลายครั้ง หากแต่นับเพียงสิ่งเหล่านี้ หนังก็ยังสามารถพาคนดูให้รู้สึกจิตตกเจียนตาย ไม่แพ้สองแม่ลูกได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ทั้งๆที่ยังไม่ได้รวมการปรากฏตัวของ มิสเตอร์บาบาดุค เลยเสียด้วยซ้ำ

ดังเช่นขนบหนังสยองขวัญชอบทำ คือ การที่ตัวละครได้ไปข้องเกี่ยวกับสิ่งของต้องสาปบางอย่าง ทำให้ถูกสิ่งลี้ลับจ้องจะเอาชีวิตอยู่รอมร่อ ที่มาที่ไปของปีศาจเสียงแหบพร่า มิสเตอร์บาบาดุค ก็ถูกปูมาในทิศทางเดียวกัน และไม่สนใจจะการแถลงไขคำตอบให้คนดูรู้ว่า มันคืออะไรกันแน่ แบบเคลียร์เต็มร้อยเท่าใดนัก แต่ส่วนนั้นอาจถูกมองข้ามไปได้ง่ายๆ เมื่อเทียบกับชั้นเชิงการเผชิญหน้า มุมกล้อง และความรู้สึกของภาพที่หลอกหลอนทั้ง สองแม่ลูก และคนดูว่าตกลงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เป็นปีศาจที่มีอยู่จริง หรือเป็นเพียงภาพสะท้อน อันเกิดจากจิตที่ผิดปกติกันแน่ การไม่เฉลยโต้งๆ และรักษาความคลุมเครือเกือบตลอดทั้งเรื่องนี้ ส่งผลโดยตรงให้คนดูรู้สึกตามไปด้วยว่า ไม่ว่าจะทำยังไง เราก็คงไม่มีทางหนีตายจาก มิสเตอร์บาบาดุค ไปได้ ดังเช่นประโยควรรคหนึ่งในนิทาน ที่ถูกเน้นย้ำอยู่หลายต่อหลายครั้ง

บรรดาความสยองขวัญที่เกิดจากปีศาจนั้น ล้วนถูกใช้เป็นตัวกระตุ้น และสะท้อนความบิดเบี้ยวทางจิตใจ มากกว่าจะไปในแนวทางกลัวสิ่งลี้ลับ จนอยากวิ่งไปหาหมอผี และ มิสเตอร์บาบาดุค ยังคงสถานภาพเป็นดัง ยาขมชนิดร้ายแรง ที่มารักษาความผิดปกติของจิต โดยการเร่งเร้าความกลัว และสภาพจิตใจที่แตกสลายของสองแม่ลูก ให้เพิ่มดีกรีพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เกินจะรับไหว แล้วขจัดมันออกไป ด้วยการให้เผชิญหน้ากับสิ่งที่ตนเองต่อต้าน แบบสุดแสนจะหักดิบ และชักนำให้คนดูรู้สึกหายใจเต็มปอดขึ้นอีกครั้ง หลังจากแทบกลั้นมาตลอดทั้งเรื่อง

เราคงไม่อาจสรุปตรงนี้ว่าหนังสือนิทานแห่ง The Babadook ล้วนเป็นเรื่องเพ้อฝันที่วันหนึ่งก็จะลืมไป หรือเป็นภาพหลอนที่เกิดจากจิตใจสร้างขึ้น จนในี่สุดแล้วสองแม่ลูก ที่เฝ้าแต่จะปิดประตูลงกลอนและไม่ให้มันเข้ามา สุดท้ายก็ต้องใช้บริการปีศาจบำบัดจาก มิสเตอร์บาบาดุค ผู้ชื่นชอบการเคาะประตู มาเยียวยาจิตใจที่ป่วยไข้ ให้กลับมาแข็งแรง และเข้าสู่วิถีของคนปกติได้อีกครั้ง และทิ้งฉากจบให้คนดูได้สงสัยกันต่อไปว่า แท้จริงลึกๆ แล้ว กระบวนการปีศาจบำบัดครั้งนี้ ได้ผลจนหายแล้วจริงหรือ…

เรื่องนี้ให้ 9/10 ครับ

โดย Lecter

The Babadook-2