Gone Girl : ยามรักและยามร้าง

Home / วิจารณ์หนัง / Gone Girl : ยามรักและยามร้าง

looking-at-gone-girl-with-an-open-mind-the-gender-conflict-intensifies

เขากลับมาแล้วกับผู้กำกับที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพอีกคนแห่งฮอลลีวู้ด กับเจ้าพ่อหนังแนวดาร์ค ทริลเลอร์ อย่าง เดวิด ฟินเชอร์ ที่คราวนี้ขอหยิบนิยายมาทำเป็นหนังอีกครั้ง หลังจากเคยเอา สาวมังกร The Girl with the Dragon Tattoo มาดัดแปลงเป็นหนังรีเมคไปแล้วนั่นเอง

เนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับคู่สมรสคู่หนึ่ง นิค และ เอมี่ เรื่องเกิดเมื่อเขาทั้งสองได้ย้ายจาก New York City ไปยัง Midwest หลังจากที่เขาย้ายไปอยู่ที่นั้นแล้ว  ได้เกิดเรื่องขึ้น เมื่อ เอมี่ ได้หายตัวไปในวันครบรอบแต่งงาน 5 ปี โดยไม่รู้สาเหตุว่าเธอถูกฆ่าหรือถูกลักพาตัวไป พร้อมทั้งยังเจอบันทึกลับของ เอมี่ ที่เล่าเรื่องของชีวิตคู่ที่ผ่านมาอีกด้วย นิค ได้กลายเป็นผู้ต้องสงสัยทันที เนื่องจากเขามีพฤติกรรมน่าสงสัย แล้วใครกันหล่ะที่เป็นพูดความจริง

ถ้าหากเรานึกถึงลายเส้นของหนัง ฟินเชอร์ เราคงนึกถึงหนังที่มีฉากมืดๆ ฝนตกหนักๆ และการสืบสวนสุดดาร์คที่จะเปิดเผยจิตใจของมนุษย์ออกมาหมดเปลือก อย่างเช่น Se7en, Fight Club และ The Girl with the Dragon Tattoo เป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อการมาถึงของ Gone Girl ก็แน่นอนว่าทำให้ผู้ชมต้องย่อมคิดว่าจะได้เจอหนังสืบสวนอะไรที่เป็นแบบเดิมๆอย่างฟินเชอร์แน่นอน แถมหนำซ้ำหนังยังได้ กิลเลี่ยน ฟลินท์ คนเขียนนิยายต้นฉบับมาเขียนบทหนังให้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าใครหลายคนดูจบก็อาจจะแอบสงสัยว่า ตัวหนังมันไม่เห็นดาร์ค หรือ หดหู่อย่างที่ ฟินเชอร์ เคยทำมาในเรื่องก่อนๆเลย ซึ่งนั่นก็จริงและเป็นจุดที่ทำให้คนดูอาจจะแอบสงสัย และ ผิดหวัง กันไปบ้าง

แต่กระนั้นเราก็อย่าลืมจุดสำคัญของตัวหนัง Gone Girl อย่างการเล่าเรื่อง และ ลูกล่อลูกชนของตัวหนัง ที่ฟินเชอร์ ยังคงสามารถคุมสไตล์ของหนังแนวสืบสวนได้อย่างอยู่หมัด แถมหนำซ้ำยังสามารถดึงศักยภาพของนักแสดงออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย ซึ่งจากตัวเรื่องแน่นอนว่าบทสรุปมันคงไม่หนีไปไหนนอกจาก เขาฆ่า หรือ เขาไม่ได้ฆ่า เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราตัดสินจากหน้าหนังแนวนี้ทั่วๆไป ทั้งที่จริงแล้ว Gone Girl มันสามารถพาคนดูไปได้ไกลกว่านั่นมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นต้องขอชื่นชมการเล่าเรื่องบทสุดยาวเหยียดของ ฟินเชอร์ ออกมาเป็นหนัง 150 นาทีที่ยังรู้สึกว่าสั้นไปได้อย่างสนุก และ มันส์มือ ที่สำคัญคือมันเป็นหนังที่บ่งบอกถึงความลำเค็ญของการแต่งงาน และ ถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ผ่านการพูดถึงตัวตน และ จิตใจ รวมถึงการกัดจิก สื่อ สังคม และ ชุมชน ออกมาได้เจ็บแสบ และ น่าติดตาม

โดยเฉพาะในแง่ของการค่อยๆให้ชิ้นส่วนของคนดูมาแบบที่เรียกได้ว่า มีแต่ชิ้นใหญ่ๆ จึงทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ Gone Girl จะสามารถพาเอาคนดูอยากรู้ถึงบทสรุปสำคัญของหนังโดยไว โดยที่ไม่ต้องพยายาม การแสดงของ เบน แอฟเฟล็ค และ โรซามันด์ ไพค์ ต่างเรียกได้ว่าเป็นการแสดงที่สามารถดึงเอาศักยภาพของตนมาใช้ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะ ไพค์ ที่หลังจากเราเห็นแต่เธอในหนังเบาสมอง และ บทนางเอกผู้บอบบางมาหลายเรื่อง มาใน Gone Girl เธอจะมีฉากให้ปล่อยของ และ การแสดงที่เก็บงำจนหลายสื่อเต็งว่าจะได้ชิง ออสการ์ เลยทีเดียว

อีกสิ่งนึงที่ขาดไม่ได้ และ สามารถพลักดันตนเองออกมาได้อย่างโดดเด่นจริงๆคือ ดนตรีประกอบ โดย เทรนซ์ เรย์นอร์ และ แอตติคูส โรส ที่สามารถช่วยเสริมสร้างสถานการณ์ความไม่น่าไว้ใจ และ ระทึกขวัญ ออกมาได้อย่างน่าอึดอัด แต่ก็อยากค้นหาไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งสรุปแล้ว Gone Girl จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในหนังแนวสืบสวนที่สามารถพลักดันตนเองออกมาได้นอกจากความน่าติดตาม นั่นคือมันมีหลายสิ่งที่ให้คิด มีหลากสไตล์การกำกับให้พูดถึง และที่สำคัญคือมันเป็น 150 นาทีแห่งความมหัศจรรย์ เต็มไปด้วยสิ่งที่เราคาดไม่ถึง และ ไม่อาจจะคิดทันอีกด้วย

เรื่องนี้ผมให้ 10/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด