Love, Rosie : ความรัก เพื่อน และ ชีวิต

Home / วิจารณ์หนัง / Love, Rosie : ความรัก เพื่อน และ ชีวิต

loverosie--z

เปิดรอบพิเศษให้คนไทยได้ดูกันก่อน อังกฤษ แล อเมริกา เสียอีก สำหรับหนังแนวโรแมนติค คอมเมดี้ จากฝั่งอังกฤษอย่าง Love, Rosie สร้างจากนวนิยายขายดี ที่มีแฟนคลับทั่วโลกกันมาแล้ว โดยตัวหนังก็ยังได้นักแสดงวัยรุ่น 2 คนที่โด่งดังมาจากหนังแนวแฟนตาซี ที่สร้างจากนวนิยายเหมือนกันอีกด้วยหล่ะสิเนี่ย

เรื่องราวของ โรซี่ ดันน์ (ลิลลี คอลลินส์) กับเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่ออย่าง อเล็กซ์ สจ็วต (แซม คลาฟลิน) ที่เติบมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก และใฝ่ฝันว่าจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งเด­ียวกันในอเมริกา แต่หลังจากปาร์ตี้แบบสุดเหวี่ยงในคืนหนึ่ง โรซี่กลับพบว่าตัวเองพลาดตั้งท้องโดยไม่ได­้ตั้งใจ จึงตัดสินใจที่จะปล่อยให้อเล็กก้าวไปสู่สั­งคมใหม่โดยปราศจากเธอ เวลาผ่านไป 12 ปี เพื่อนรักทั้ง 2 กำลังจะโคจรกลับมาพบกันอีกครั้ง เพื่อค้นหาคำตอบว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น คือบททดสอบของโชคชะตา และพวกเขาคือคนที่เกิดมาเพื่อคู่กันจริงๆห­รือไม่? ต้องรอลุ้นกัน

หนังกำกับการแสดงโดย คริสเตียน ดิตเตอร์ ที่สร้างจากนิยายเรื่อง Where Rainbows End ของ เซซีเลียร์ อาร์เฮิน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องราวของเพื่อนรักเพื่อน ในบ้านเราก็เพิ่งจะเห็นหนังแนวนี้จากอังกฤษไปอย่าง What If แถมหนำซ้ำเจอพล็อตแบบนี้หลายคนคงจะเบือนหน้าหนีแน่นอน เพราะมันดันไปซ้ำกับหนังอเมริกันที่สร้างกันเกลื่อนตลาดหลายๆเรื่องแล้วหนะสิ แต่ก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพายกันไปว่า Love, Rosie จะเป็นหนังที่ไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรอยู่ซะทีเดียว เพราะอย่างน้อยถึงแม้ตัวหนังจะค่อนข้างรู้ว่าตนเองไม่สามารถฉีกแนวไปสู่หนทางใหม่ๆได้อย่างแน่นอนแล้ว หนังก็สร้างจุดขายของตนได้อย่างน่าสนใจ และจุดนี้ก็คือส่วนของ นักแสดง อย่างสาว ลิลลี่ คอลลินส์ และ แซม คลาฟฟลิน ที่สามารถเล่นบทเพื่อสนิทเข้าคู่กันได้อย่างสนิทสนม และ น่ารัก

ซึ่งการแสดงของทั้งคู่ช่างน่าเชื้อชวนให้พาแฟนสาว หรือเพื่อนที่แอบชอบไปดูได้ไม่ต่างจาก What If แต่แตกต่างกันตรงที่เรื่องนี้เล่าผ่านมุมของผู้หญิงอย่าง คอลลินส์ ซึ่งเมื่อถึงฉากที่เธอต้องประครองเรื่องด้วยตนเอง เธอก็สามารถทำมันได้อย่างไม่น่าเกลียด แถมหนำซ้ำดูเหมือนหนังเรื่องนี้ก็จะยิ่งตอกย้ำทางด้านความสดใส และส่งให้เธอโด่งดังมากขึ้นอีกก็ว่าได้ เช่นกันกับด้านของเพลงประกอบที่สามารถนำหยิบมาเลือกใช้ได้อย่างชาญฉลาดทีเดียว

แต่กระนั่นแล้วนอกเหนือจากการแสดง และเนื้อเรื่องที่ชวนน่าหยิกแก้มกับความน่าหมั้นไส้ของทั้งคู่ ส่วนที่เหลืออื่นๆของตัวหนังก็ออกมาซ้ำซากไปเสียหมด ตั้งแต่การดำเนินเรื่อง และวาง Conflict ของตัวหนัง แถมหนำซ้ำเรื่องนี้ยังดูเหมือนจะใส่เรื่องราวส่วนตัวของผู้เขียน และ ผู้กำกับเข้าไปเสียส่วนมากอีกด้วย จึงทำให้รู้สึกหลายๆส่วนของหนังเล่าที่ชีวิตส่วนตัวของตนเองมากเกินไป จนทำให้เรื่องราวความรักของคู่พระนางที่น่าจะดันได้มากกว่านี้ถูกกลบลงเสียได้ แต่ก็อย่างว่า หนังแบบนี้สำหรับคนโสดอย่างเราๆก็ได้แต่หนังคิดฝันว่าตนเองเป็นพระนาง ส่วนคนที่มีคู่จูงมือกันเข้าไปดูก็คงจะได้ความหวานจากหนังไปอีกแบบหน่ะสิ

เรื่องนี้ผมให้ 6.5/10 ครับ