The Rewrite : ชีวิตจริง มันเขียนกันไม่ได้

Home / วิจารณ์หนัง / The Rewrite : ชีวิตจริง มันเขียนกันไม่ได้

rewrite review hugh grant

หากการเขียนบทหนังสักเรื่อง คือการวางโครงเป็นแนวทาง แล้วให้ตัวละครปฏิบัติตัวปฏิบัติตามที่เราวางไว้ อย่างไม่หือไม่อือ ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นแล้ว อาจารย์ ฮิวจ์ แกรนต์ แห่ง The Rewrite ก็คงเป็นปากเป็นเสียงแทนตัวละครเหล่านั้น ในหน้ากระดาษของนักศึกษาที่ส่งมาให้ตรวจ และถึงหนังรอม-คอม ตามสูตรเรื่องนี้ จะไม่มีอะไรดีเด่น แต่เราก็คงเกลียดมันไม่ลงเหมือนกัน

The Rewrite เป็นเรื่องราวของ คีธ ไมเคิลส์ อดีตมือเขียนบทเจ้าของออสการ์เมื่อครั้งยังหนุ่ม แต่ตอนนี้แก่ตัวตกอับ เมียทิ้ง แถมไม่มีใครยอมเซย์เยสกับผลงานของเขาเลยสักราย จึงจำเป็นต้องมาเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาเขียนบทภาพยนตร์ ในมหาวิทยาลัยเล็กๆ เพื่อหาเงินประทังชีพ และจีบสาวมหาลัยไปพลางๆ จนได้มาพบกับ ฮอลลี่ คาร์เพนเตอร์ แม่ม้ายลูกติดอารมณ์ดี ที่กลับมาเรียนต่อให้จบ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเรียนในคลาส ที่ดูแตกต่าง เป็นผู้ใหญ่ และกำลังจะเปลี่ยนใจห่อเหี่ยวของ คีธ ให้สดใสขึ้นอีกครั้ง

หากมองในแง่ของหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ ที่มักจะเน้นหนักไปทางให้ผู้ชมอมยิ้ม อารมณ์ดี The Rewrite ก็บรรลุจุดประสงค์นั้นได้แบบไม่น่าผิดหวัง ถึงแม้มันจะดูแบนราบตามสูตร เต็มไปด้วยความสัมพันธ์น่ารักกุ๊กกิ๊ก และมุขตลกพอดีคำ ตามที่เคยเห็นกันดาษๆ แต่ชีวิตอาจารย์สอนเขียนบทคนนี้ ก็ถูกเขียนมาอย่างดี และให้ความเพลิดเพลินฉบับเบาๆ ได้ราบรื่นตั้งแต่วินาทีแรก ยันเครดิตขึ้น

อาจารย์ คีธ ไมเคิลส์ ย้ำนักย้ำหนากับนักเรียนของเขาว่า จงใช้ตัวตนใส่ลงในบทของพวกคุณ ไม่ว่าจะเป็น แม่ม่ายมีประสบการณ์รักพัง น้องหมวยจริงจัง แอ๊บดาร์คแต่จริงๆอ่อนไหว สาวไวไฟพ่อไม่รัก หญิงที่จมปลักกับชื่อเสียงดารา หนุ่มเนิร์ดสตาร์วอร์สเข้าเส้น นักเรียนดีเด่นที่งานเข้าตากรรมการ ล้วนกำลังหยิกแกมหยอกชีวิตนักศึกษาตัวเป็นๆ ที่บรรดาอาจารย์คงต้องพบเจอ ปวดเศียรเวียนเกล้ากันในชีวิตจริงๆ อยู่แล้ว ซึ่งมันสะท้อนลงไปในผลงานเขียนบท ที่บ้างก็เป็นตัวตนสุดๆ จนเลยเถิดเหมือนลอกมา บ้างก็แสดงออกถึงความในใจบางอย่าง ที่คนอ่านก็คงรู้สึกอยู่เล็กๆ งานส่งเอาเกรดเหล่านั้น จึงไม่ต่างกับไดอารี่ประจำวัน ที่คนเป็นครู ในฐานะคนดู (และคนนอก) ทำหน้าที่สอดส่องมองลงไป แล้วคอยตามแก้ไขไปถึงชีวิตของพวกเขาและเธอจริงๆ

.

ตราบใดที่บท คือสิ่งที่อยู่บนหน้ากระดาษและจอ มันก็คงดำเนินไปตามที่ลิขิตไว้

แต่ชีวิตจริง เรามีไม่เห็นด้วย และลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนมันได้

.

หากเรากำลังอ่านไดอารี่บันทึกความรู้สึก ของบรรดานักศึกษาที่อยู่ในบทหนาเตอะ อาจารย์ คีธ ไมเคิลล์ เองก็คงเขียนบทชีวิตของตนเองไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเข้าห้องเรียน กับการเป็นครูเพียงเพื่อหาเงิน ก่อนจะหาลูู่ทางกลับไปรุ่งเปรี้ยงปร้างเหมือนแต่ก่อน แต่ถึงกระนั้นเขาก็เป็นคนพูดเองว่า ต่อให้คุณเขียนผ่านมากี่สิบกี่ร้อยหน้า องก์ที่ 3 ของบทอันเป็นสรุป ถือเป็นส่วนที่ยากที่สุด

เมื่อ คีธ ดันทำเรื่องต้องห้ามกับนักศึกษา จนเรื่องฉาวไปถึงหูผู้มีอำนาจ รวมไปถึงการที่บทของนักศึกษาคนหนึ่งดันเข้าตาสตูดิโอฮอลลีวูดผ่านการแนะนำของเขา ซึ่งนั่นผิดคาดกับที่วางเป้าหมายความสำเร็จส่วนตนที่วางไว้แต่แรก การเรียนรู้ที่จะนอกบท และส่งไม้ต่อเหล่านี้ ทำให้เกิดการพัฒนาทางความคิด และยอมรับความจริง ของชีวิตที่มักจะแหกออกจากบทเสมอ ไม่เฉพาะตัว คีธ เอง แต่หมายถึงการได้เรียนรู้ชีวิตของนักศึกษา คลี่คลายปมปัญหาในใจ และถ่ายทอดมันลงในบทสรุปองก์ที่ 3 ในหน้ากระดาษของพวกเขานั่นเอง

ตราบใดที่บท คือสิ่งที่อยู่บนหน้ากระดาษและจอภาพยนตร์ มันก็คงดำเนินไปตามที่ลิขิตไว้ แต่ชีวิตจริง เรามีสิทธิประท้วง ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น และลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนมันได้ อาจารย์ คีธ ไม่เพียงปรับบทของนักศึกษา ให้เป็นไปในทางที่ดีกว่าที่พวกเขาเคยเห็นมันว่าเพอร์เฟ็คท์อยู่แล้ว แต่กำลังปรับแนวทางชีวิตตัวเอง ให้ก้าวลงจากจุดเพอร์เฟ็คท์ในอดีต สู่จุดที่ดีกว่าในปัจจุบัน

เรื่องนี้ให้ 7.5 /10 ครับ

Lecter.

—————————–