Chappie : สภาพแวดล้อมก่อให้เกิดมนุษย์

Home / วิจารณ์หนัง / Chappie : สภาพแวดล้อมก่อให้เกิดมนุษย์

chappie-galleryimages-06

หลังจากผลงาน 2 เรื่องก่อนของผู้กำกับคนนี้ ก็จัดเต็มด้านการเป็นหนังไซไฟ เสียดสีสังคม ไปแล้วทั้ง District 9 และ Elysium มาคราวนี้ใน Chappie หนังใหม่ของ นีล บอมแคปป์ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้หนีไปกว่ากันเท่าไหร่นัก เพราะหน้าหนังอาจจะเป็นเหมือนหนังบู๊ล้างผลาญ ปนคอมเมดี้ แต่แท้จริงแล้วก็ยังตลบอบอวนไปด้วยความเสียดสีเช่นเคย

เรื่องราวของ แชปปี้ หุ่นยนต์ที่ถูกอาชญากรลักพาตัวไปตั้งแต่แรกเกิด และกลายมาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวไม่สมประกอบ แต่ทว่า แชปปี้ ก็ฉายแววมีชีวิตจิตใจ เกินหุ่นธรรมดาออกมา จนกระทั่งความลับนี่ถูกพบโดยนายทหารขี้อิจฉา ที่หวังจะทำลายหุ่นตัวนี้ลงเพราะการที่มันมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง

ซึ่งเอาจริงๆถ้าหากจะอธิบายหนังเรื่อง Chappie ให้ได้เห็นภาพมากที่สุด ก็คงต้องบอกว่าหนังมาสไตล์ของการเสียดสีแบบ District 9 แต่ฉากแอ็คชั่นมันส์ระเบิดแบบ Elysium ก็ว่าได้ เพราะจากที่ดูแล้วก็ดูเหมือนว่าผกก. บอมแคปป์ ที่จะไม่ได้ทิ้งลายเส้นของตัวเองให้ห่างไกลไปจากเดิมเท่าไหร่นัก ซึ่งประเด็นสำคัญที่ Chappie หยิบมาเล่นนั้นก็นับว่าสามารถเข้าถึง และกัดจิกแบบตรงไปตรงมาได้เป็นสำคัญ กับการให้ค่าของ ส่วนประกอบความเป็นมนุษย์ ผ่านทั้งสภาพแวดล้อม, ภาษา และรวมถึงจิตสำนึกคิด ที่ล้วนแล้วแต่กลับมาตั้งคำถามว่า อะไรกันแน่ที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นตัวเรา แท้จริงมันคือจิตใต้สำนึก หรือเป็นเพียงสภาพแวดล้อมที่เราถูกเลี้ยงดูมากันแน่ ผ่านเรื่องราวการถ่ายทอดของ ครอบครัวแก๊งสเตอร์ และการต่อกรของ ทหารขี้ฉ้อ ที่แสดงให้เห็นว่าแม้ชนชั้นจะต่างกัน แต่ความเลว และ ความเป็นมนุษย์ ก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่ากันสักเท่าไหร่ ถึงแม้อาจจะไม่เฉียบคมเท่า District 9 แต่ก็เป็นความทะเยอะทะยานที่น่าชื่นชม

โดยอีกสิ่งนึงที่ส่วนตัวคิดว่า Chappie สามารถหยิบมาเล่นได้น่าสนใจคือเรื่องของ จิตวิญญาณ ที่เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่ามันคืออะไร ทั้งเรื่องของ ความรัก โกรธ เกลียด แค้น และ โศกเศร้า และตัวหนัง Chappie นี่เองก็ไม่ได้สามารถให้คำตอบของมันได้ดีเท่าคำถามที่ตั้งเช่นกัน แต่เหตุผลที่ชอบก็เพราะ ตัวหนังมันสามารถหยิบเรื่องราวใหญ่ๆเหล่านี้ มายัดและตั้งคำถามถึงการความสำคัญของ จิตใต้สำนึก และ อัตลักษณ์ ในตอนท้ายได้อย่างเกิดคาด

และถ้าหากคุณคิดว่าตัวหนังจะมุ่งเน้นแต่การเล่าเรื่องแบบนี้ในเชิงน่าเบื่อประมาณตอนต้นของ District 9 ก็ต้องขอตอบว่าคุณคิดผิด เพราะแน่นอนว่าในเมื่อหนังอยู่ในมือของสตูดิโอใหญ่อย่าง โซนี่ ก็ต้องมีโดนจับสั่งฉากแอ็คชั่นเข้าไปในเรื่องอย่างแน่นอน ซึ่งเอาเข้าจริงๆเลย ฉากแอ็คชั่น มันไม่ได้มีความจำเป็นต่อเนื้อเรื่องสักเท่าไหร่เลย (รวมถึงตัวละครของ ฮิวจ์ แจ็คแมน ด้วย) แต่คงเพราะหนังมันต้องมีจุดขายอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ดราม่าเกินทุนราคาแพงมากไป จึงต้องใส่เข้ามาเป็นส่วนผสม แต่ข้อดีของมันคือ ผู้กำกับสามารถถ่ายทอดฉากแอ็คชั่นเหล่านั้นออกมาได้มันส์ยิ่งกว่าผลงานเก่าทั้ง 2 เรื่องรวมกันเสียอีก

โดยส่วนนึงคงต้องยกความดีความชอบให้แก่ ดนตรีประกอบของ ฮานส์ ซิมเมอร์ และการเลือกใช้เพลงประกอบสุดเก๋ของผู้กำกับ จนสามารถทำให้คนดูลืมไปเลยว่าแท้จริงแล้ว ส่วนประกอบของความเป็น แชปปี้ อาจจะไม่ต้องพึ่งฉากแอ็คชั่นเลยก็ได้

แต่อย่างไรก็ตาม โดยสรุปแล้วผมคิดว่า Chappie จัดได้ว่าเป็นหนังไซไฟเรื่องนึงที่ดูสนุก ซึ่งถึงแม้อาจจะยังไม่สามารถเสียดสีได้คมเท่า District 9 แต่ก็ถือว่ามีความทะเยอะทะยานในการถ่ายทอดเรื่องใหม่ๆได้ดี รวมไปถึงฉากแอ็คชั่นที่เห็นได้ชัดว่าฝีมือของผู้กำกับนั่นพัฒนามากขึ้นจากเรื่องก่อน และรอไม่ไหวแล้วที่เขาจะได้กำกับ Alien ภาคต่อไปเสียที

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ