Everest : มนุษย์ ปะทะ ธรรมชาติ

Home / วิจารณ์หนัง / Everest : มนุษย์ ปะทะ ธรรมชาติ

urrl

ในที่สุดหลังจากรอคอยมาหลายเดือน ตอนนี้มันก็เข้าฉายกันแล้วสำหรับหนังรวมดารา นักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวู้ดที่เยอะที่สุดเป็นอันดับต้นๆในประวัติศาสตร์ กับหนังนักไต่เขาที่สร้างขึ้นมาเพื่อทั้งความบันเทิง และหวังเข้าชิงออสการ์ในเวลาเดียวกัน สำหรับ Everest ผลงานการกำกับของ บัลธาซ่า คอมาคัวร์ ที่เปลี่ยนแนวจากแอ็คชั่นล้างผลาญใน Contraband มาทำหนังดราม่าระทึกขวัญแบบนี้บ้าง

โดย Everest ไต่ฟ้าท้านรก ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง ในปี 1996 เรื่องราวของสองกลุ่มนักปีนเขาที่กำลังเดินทางเพื่อพิชิตยอดเขาที่สูงที่สูง ที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์ แต่พวกเขาต้องพบกับพายุหิมะครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยพบมา ความกล้าหาญของพวกเขาจึงถูกทดสอบด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันร้ายแรง และเกิดเป็นอุปสรรค์จนที่ทำให้พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดกลับไปหาคนที่เขารัก

ซึ่งถ้าหากจำได้ในอดีต เรามีหนังนักไต่เขาที่เป็นหนังแนวทริลเลอร์ สร้างขึ้นมาเพื่อเจาะจงเป็นหนังป๊อปคอร์นดูเอามันส์กันของแท้อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Cliffhanger หรือ Vertical Limit ซึ่งเรื่องราวของหนังเหล่านั้นแน่นอนว่าล้วนแต่สอดแทรกเรื่องของการปะทะกันของ ธรรมชาติ และ มนุษย์ เอาไว้อย่างแนบเนียน แต่หากกล่าวได้ว่ามันเอาเรื่องของความระทึกขวัญ และ ความบันเทิง เป็นแกนนำไปก่อนเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าหากให้พูด Everest ก็คงกล่าวได้ในแบบกลับกัน เพราะในขณะที่ตัวหนังเหล่านั้นนำเอาความบันเทิงเป็นตัวนำให้คนดูระทึกไปกับทีมไต่เขา ตัวหนัง Everest กลับไม่ใช่เช่นนั้น แต่มันเน้นการสร้างบรรยากาศที่น่าอึดอัด กดดัน และ ระทึก ซึ่งเน้นไปที่การต่อสู้ของ ธรรมชาติ และ มนุษย์ ที่ต้องการพิชิตเพื่อให้ได้รับการยอมรับในฐานะใกล้เคียงกับ พระเจ้า โดยแน่นอนว่าในทีแรกเราอาจจะไม่ได้รู้สึกเอาใจช่วยไปกับกลุ่มของพวกเขามากนัก จนกระทั่งเราได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขานานพอ จะพบว่า เขาก็เป็นเพียงมนุษย์คนเล็กๆไม่ต่างจากเรา ที่ต้องการทำบางสิ่งให้สำเร็จ แม้อาจจะใหญ่กว่าที่คาดฝันไว้ก็ตาม

และนั่นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ Everest เพราะนอกจากมันจะสามารถถ่ายทอดเรื่องจริงที่ตัวหนังหยิบมาเป็นแรงบันดาลใจได้อย่างเคารพตัวของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึงความหวัง ความกล้าหาญ และ ความฝันอันยิ่งใหญ่ ที่อาจจะดูเหมือนไร้สาระสำหรับใครบางคน แต่มันกลับเป็นสิ่งที่เหมือนเป็นเส้นชัยชีวิตของพวกเขา ออกมาได้หดหู่ และลงตัวไปกับการปีนเขาที่สามารถสร้างความระทึกขวัญได้ไม่ต่างจากพาเอาคนดูไปปีนเขาร่วมกับพวกเขาด้วย

แต่ในขณะเดียวกัน ก็แน่นอนว่ากล่าวมาขนาดนี้ จึงต้องขอบอกว่าถ้าหากใครที่คิดจะไปดู Everest เพื่อความบันเทิงแบบ Cliffhanger ก็ต้องขอบอกเลยว่าคิดผิด เพราะแท้จริงแล้วตัวหนังกลับเต็มไปด้วยความอึดอัด และ น่าหดหู่ ไปกับการเอาใจช่วยให้ตัวละครเหล่านั้นมีชีวิตรอดกลับมา โดยไร้ดนตรีประกอบ หรือเครื่องมือต่างๆที่ทำให้คนดูสนุกไปกับมัน เพราะแท้จริงแล้วนี่คือการนั่งดูการเอาชีวิตรอดของคนกลุ่มนึงจากพายุหิมะ ซึ่งอารมณ์ของมันจึงจะออกมาแห้งแล้ง และ น่าอึดอัด ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่อาจจะต้องการหาความบันเทิงจากหนังเรื่องนี้ครับ

และแน่นอนว่าในเมื่อตัวหนังปูบทตัวละครมาเยอะขนาดนี้ มันจึงค่อนข้างมีช่องโหว่มากพอสมควร ทั้งในแง่ของการที่ว่าอาจจะไม่สามารถแนะนำตัวละครให้คนดูอินได้ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง หรืออาจจะมีความรู้สึกสับสนกับการทำความรู้จักกับพวกเขาได้ดีมากพอ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องกล่าวชมทีมนักแสดงนำของหนังเรื่องนี้ ที่สามารถแสดงกันออกมาได้อย่างสุดตัว ตั้งแต่ตัวพระเอกหนุ่มอย่าง เจสัน คลาร์ก ยันไปถึงนักแสดงที่มีบทบาทเพียงเล็กน้อย แต่เวลาออกมาในแต่ละฉากกลับสร้างอิมแพ็คต่อคนดูที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้กันทั้ง เคียร่า ไนท์ลี่ย์ และ โรบิน ไรท์

เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วผมคิดว่าข้อเสียของ Everest อาจจะอยู่ตรงที่ตัวหนังมันไม่ได้บันเทิงอย่างที่คิด แถมหนำซ้ำอาจจะไม่สามารถปูตัวละครให้คนดูอินไปได้อย่างเต็มที่นักภายในเวลา 2 ชั่วโมงนี้ แต่ในขณะเดียวกันข้อดีของมันคือการสร้างบรรยากาศ และ อารมณ์ร่วม ในเหล่าฉากปีนเขา ที่ล้วนแล้วแต่ทั้งหดหู่ แห้งแล้ง และ ระทึกขวัญ จนน่าจะเป็นหนังที่เหมาะสำหรับใครที่ชอบแนว สร้างจากเรื่องจริง ที่เป็นบทเรียนสำหรับการพยายามยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

เรื่องนี้ผมให้ 7.5/10 ครับ