Cop Car : บทเรียนครั้งสำคัญจากรถตำรวจ

Home / วิจารณ์หนัง / Cop Car : บทเรียนครั้งสำคัญจากรถตำรวจ

ผมยืนอยู่หน้าโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง Cop Car ล่าไม่เลี้ยง ด้านบนของโปสเตอร์มีคำโปรยหัวไว้ว่า “จำไว้ รถตำรวจ ไม่ใช่ที่เล่น!” แต่มีเล่นกราฟิกขีดฆ่าที่คำว่า “จำไว้” แล้วเขียนใหม่เป็น “จรัมวรั้ย!” และยังเห็นเด็กสองคนที่อยู่ในเบาะหลังของรถตำรวจ ซึ่งทำให้ผมเข้าใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่เข้ากับเทศกาลวันเด็ก ประกอบกับตัวอย่างภาพยนตร์ที่ผมได้ดูมาก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้ผมรู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นสิ่งเตือนใจให้เด็กได้รู้ว่าความสนุกสนานเกินขอบเขตของตัวเองนั้น นำมาซึ่งภยันตรายที่คาดไม่ถึง

Cop Car ล่าไม่เลี้ยง ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กผู้ชายวัยไม่ถึง 10 ขวบ 2 คน ที่ชื่อว่า “ทราวิส” (เจมส์ ฟรีดสัน-แจ็คสัน) และ “แฮร์ริสัน” (เฮยส์ เวลล์ฟอร์ด) ทั้งสองคนเป็นเสมือนตัวแทนเด็ก ๆ ที่อยากทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำได้ หนึ่งในนั้นคือการขับรถ (แน่ล่ะ…วัยเด็กใครไม่อยากลองขับรถดูบ้าง) เหมือนฟ้าจะเป็นใจที่บังเอิญเด็กสองคนนี้ไปพบรถตำรวจจอดทิ้งไว้กลางทุ่ง ไม่ได้ล็อก และมีกุญแจอยู่ เมื่อเหตุและปัจจัยพร้อมเสียงสตาร์ทรถก็ดังกระหึ่มขึ้น ทั้งสองได้ลองขับรถและเริ่มซิ่งไปบนท้องถนน ราวกับโลกนี้เป็นดินแดนแห่งการผจญภัยของเด็กสองคนนี้เท่านั้น ขณะเดียวกันเจ้าของรถอย่าง “นายอำเภอ” (เควิน เบคอน) ก็ต้องการรถตำรวจของตัวเองคืนด้วยเหตุผลบางอย่างที่อาจส่งผลต่อหน้าที่การงานและชีวิตของเขา เขาจึงทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเอารถตำรวจของตัวเองกลับคืนมาให้ได้

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์อินดี้ติด 1 ใน 10 ของปี 2015 แต่วิธีการเรื่องของภาพยนตร์เรียบง่าย ไม่ได้เข้าใจยากหรือซับซ้อนเลยแม้แต่นิดเดียว มีตัวละครเพียงไม่กี่ตัว และมีวิธีการเล่าเรื่องเป็นลักษณะตัว Y โดยเราจะได้รู้จักเด็กสองคนที่เล่นสนุกอย่างที่เด็ก (ผู้ชาย) จะเล่นกัน นึกถึงภาพตอนเด็ก ๆ ที่เรามักจะออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนในกลุ่มที่ไกลจากบ้านเราสักหน่อย ไปยังซอยที่ไม่รู้จัก ไปยังถนนเส้นใหม่ที่แปลกตา มันทำให้รู้สึกว่าการวิ่งเล่นในวันนั้นทำให้ชีวิตของเราได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ห่างจากซอยบ้านเราไปเพียงไม่กี่ซอยเท่านั้น แต่เราไม่ได้โชคดีเหมือนเด็กสองคนในเรื่องที่เจอกับรถตำรวจ และได้สนุกสนานกับของเล่นชิ้นใหม่ จากนั้นภาพยนตร์จะพาเราไปรู้ว่าทำไมรถตำรวจถึงมาจอดอยู่ตรงนี้ กระทั่งเรื่องราวมาถึงบรรจบที่จุดเดียวกัน และภาพยนตร์ก็เริ่มเดินไปในเส้นทางที่มันควรจะเป็น

เนื้อหาของภาพยนตร์ได้สอนอะไรหลายอย่างที่เป็นประสบการณ์ชีวิตที่เด็กไม่ควรไปเผชิญเอง เมื่อเด็กอยากรู้อยากเห็น อยากลองทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แน่นอนว่าความสนุกสนานมันเกิดขึ้นแน่นอน แต่ผลที่จะตามมาคือภัยที่ตัวเองไม่สามารถคาดเดาได้ โดยเฉพาะฉากที่เด็กทั้งสองคนเล่นอาวุธปืนของตำรวจ สารภาพว่าใจผมเต้นและลุ้นว่าปืนจะลั่นใส่หรือไม่ ในโลกแห่งความเป็นจริงของผู้ใหญ่มันไม่ได้ถูกต้องแบบดำและขาวเหมือนที่เด็กได้เรียนจากโรงเรียน แต่มันมีความเทา มีความดาร์ก มีความสองแง่สองง่ามแฝงอยู่ นายอำเภอที่ดูเหมือนจะเป็นคนดีและเป็นผู้รักษากฎหมาย เบื้องหลังอาจจะทำผิดกฎหมายเสียเองก็ได้ หรือคนดีในสังคมที่มักจะกลายเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือของคนเลวก็ได้

ช่วงท้ายของหนังมีความรุนแรงชนิดที่ยิงกันให้เห็นเลือดแน่นอน แต่ในท้ายที่สุดภาพยนตร์ทำให้เราเห็นว่า หลังจากที่ความสนุกสนานเกิดขึ้นแล้ว ผลที่ตามมานั้นหนักหนาสาหัสอย่างไร ก็ถึงคราวที่เด็กทั้งสองคนจะต้องหาทางออกของปัญหา ซึ่งเด็กทั้งสองคนก็ตัดสินใจให้ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยเหลือ และเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญกับผลกระทบที่จะตามมาหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ผมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ควรให้เด็กได้ดู แน่นอนว่าผู้ใหญ่ก็ควรให้คำแนะนำ และ “จรัมวรั้ย” ว่านี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์สอนใจให้เด็กไทยในวันที่กล้าทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง

คะแนน 8/10 สำหรับประสบการณ์ที่เด็กไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

Cop Car ล่าไม่เลี้ยง
Cop Car ล่าไม่เลี้ยง