รีวิว Beauty and the Beast : โฉมงาม กับ เจ้าชายอสูร

Home / วิจารณ์หนัง / รีวิว Beauty and the Beast : โฉมงาม กับ เจ้าชายอสูร
Beauty and The Beast review บิล คอนดอน เอ็มม่า วัตสัน แดน สตีเวน

Tale as Old as Time, True as It can be ~~~~

ทันทีที่ได้ยินเพลง Tale as Old as Time เชื่อได้ว่าหลาย ๆ คนคงจะหวนนึกถึงความประทับใจจากภาพยนตร์อนิเมชั่นของ Walt Disney เรื่อง Beauty and the Beast ที่เคยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเราเมื่อปี 1991 และในปีนี้…ภาพความประทับใจดังกล่าวก็ได้กลับมาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มอีกครั้งในแบบฉบับคนแสดงผสมผสานกับ CG ที่สวยงามอลังการ ฝีมือการกำกับของ บิล คอนดอน

Beauty and the Beast เป็นภาพยนตร์มิวสิคัล – ดาร์กแฟนตาซี ที่เล่าถึงสาวงามจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งนามว่า เบลล์ (รับบทโดย เอ็มม่า วัตสัน) ที่จับพลัดจับผลูต้องเข้าไปอยู่ในปราสาทลึกลับของอสูรรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว (รับบทโดย แดน สตีเวน) ระหว่างที่อยู่ในปราสาทเบลล์ค่อย ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของอสูรผ่านเหล่าบริวารเครื่องเรือนที่มีชีวิต และในขณะเดียวกันอสูรก็ได้เรียนรู้ “ความรัก” จากเบลล์ ทำให้เขาสามารถแก้คำสาปเมื่อหลายปีก่อนและกลับคืนร่างเป็นเจ้าชายผู้มีสิริโฉมงดงามดังเดิม

ย้อนกลับไปเมื่อ 26 ปีก่อน เราคงจะรู้จัก Beauty and the Beast ผ่านตัวการ์ตูนสีสันสดใส ที่ใคร ๆ ต่างก็มองว่าเป็นสื่อที่เหมาะสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ Beauty and the Beast ฉบับคนแสดงนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการการสื่อสารทางอารมณ์ของมนุษย์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามันจับต้องได้ มีความใกล้และความผูกพันที่เกิดขึ้นจริงระหว่างตัวละคร ดังนั้น…ถึงแม้พล็อตเรื่องแทบทั้งหมดจะถูกถอดออกมาตามฉบับอนิเมชั่น (ในภาพยนตร์ผู้ชมจะได้เห็นฉากคุ้นตาต่าง ๆ อาทิ ฉากร่วมกันขับขานบทเพลงของเหล่าเครื่องเรือน ฉากต่อสู้ระหว่างอสูรกับฝูงหมาป่า และฉากเต้นรำสุดอลังการระหว่างเบลล์กับอสูร) แต่ก็การันตีได้เลยตรงนี้ว่า Beauty and the Beast เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย และสามารถรับชมได้อย่างสนุกสนานแม้ว่าเรา ๆ จะรู้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเรื่องกันอยู่แล้วก็ตาม

ความพิเศษที่ตราตรึงผู้ชมได้อย่างอยู่หมัดอีกส่วนหนึ่งก็คือบทเพลงทั้งหลายที่ตัวละครในเรื่องใช้ร้องเพื่อสื่อความรู้สึก หรือนำพาให้เนื้อหาของเรื่องดำเนินต่อไป เรียกได้ว่าแค่เข้ามานั่งฟังเพลงเฉย ๆ ก็คุ้มแล้ว และเมื่อการร้องเพลงถูกผนวกรวมกับการตัดต่อและการทำ CG ที่มีชั้นเชิงก็ยิ่งทำให้ฉากร้องเพลงแต่ละฉากมีมนต์ขลังตื่นตาตื่นใจอย่างที่สุด

ประเด็นหลักที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่อก็คือ “อย่าตัดสินคนจากภายนอก” เพราะแต่เดิมเจ้าชายเป็นคนที่มีนิสัยเย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว ดูถูกผู้ที่ต่ำต้อยกว่า ครั้นพอต้องคำสาปให้กลายเป็นอสูร…เขาก็ได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกของการถูกตั้งแง่รังเกียจจากคนรอบข้าง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีใครบางคน (และเครื่องเรือนอีกหลายชิ้น) ที่รักและหวังดีกับเขาโดยไม่สนรูปกายภายนอก

จุดเด่น

– หนังใช้พล็อตเดียวกับเวอร์ชั่นอนิเมชั่นแทบจะทั้งหมด ผู้ที่เคยประทับใจกับเวอร์ชั่นก่อนจะได้รำลึกความหลังอีกครั้ง และมีความสุขอิ่มเอมไปกับการแสดงที่เปี่ยมด้วยพลังการสื่อสาร

– บทเพลงไพเราะ เข้ากับฉากและสถานการณ์ของเรื่องได้อย่างพอดี

– ตัวละครทั้งหมดมีเสน่ห์ น่ามอง ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว

จุดอ่อน

– แม้การปรับตัวละครจากภาพการ์ตูนให้กลายเป็นคนจริง ๆ จะช่วยเรื่องการสื่อสารที่สมจริง แต่สำหรับเหล่าเครื่องเรือนที่มีชีวิต…การปรากฏตัวในรูปแบบการ์ตูนกลับดูมีชีวิตชีวาและลื่นไหลมากกว่าการนำสิ่งของจริง ๆ มาทำ CG ให้มีการเคลื่อนไหว

สุดท้าย…ขอให้คะแนนความสวยงามของภาพยนตร์ Beauty and the Beast ไว้ที่ 4.5 / 5 นะครับ

บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ