Amy Adams Ben Affleck Ezra Miller Gal Gadot Henry Cavill Jason Momoa Justice League รีวิวหนัง แซ็ก สไนเดอร์

รีวิว Justice League

Home / วิจารณ์หนัง / รีวิว Justice League

เชื่อว่าหลายคนคงนั่งนับวันรออย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียวเพื่อที่จะให้ถึงวันฉายเร็วๆ จะได้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง จะได้หายคาใจเสียที และภาพยนตร์เรื่องว่าก็คือ Justice League ที่รวมเอาเหล่าซูเปอร์ฮีโร่แห่งจักรวาล DCEU ซึ่งหลายคนก็มองว่าเป็นคู่แข่งกับอีกจักรวาลหนึ่ง ด้วยความที่มาเป็นหนังแนวฮีโร่เหมือนกัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันจะต้องมีการเปรียบเทียบกันอยู่ แต่ด้วยความที่เป็นฮีโร่คนละอารมณ์ก็ต้องมาดูว่าจะให้ความบันเทิงกับเรามากแค่ไหน


Justice League ว่าด้วยเรื่องราวของการรวมตัวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่เพื่อกอบกู้ศรัทธาจากมนุษย์ และด้วยแรงบันดาลใจจากความเสียสละของ บรูซ เวย์น จึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนใหม่ ไดอานา ปรินซ์ เพื่อผนึกกำลังไปเผชิญหน้ากับศัตรูด้วยกัน แบทแมนและวันเดอร์วูแมนต้องรวมทีมยอดมนุษย์ เพื่อต่อสู้กับมหันตภัยร้ายครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง แต่การรวมทีมเหล่าฮีโร่ที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่าง แบทแมน, วันเดอร์วูแมน, อะควาแมน, ไซบอร์ก และ เดอะแฟลช อาจสายเกินไปสำหรับการกอบกู้โลกจากกลุ่มเหล่าร้ายที่บุกจู่โจม

เมื่อเห็นจากตัวอย่างที่ทางต้นสังกัดปล่อยออกมา ต้องบอกว่าเป็นหนังที่มีการเดินเรื่องง่ายมาก (ซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่เหมือนกันของหนังแนวนี้) เดาได้เลยว่าจุดจบจะเป็นยังไง แต่มันมาสนุกตรงที่ก่อนจะไปถึงตอนจบ จะมีการหักมุมไปยังไง เหมือนกับที่เราคิดไว้หรือเปล่า ตัวละครแต่ละตัวจะมีเสน่ห์พอที่จะสะกดเราไว้ได้ไหม จึงขอบอกว่าได้! แต่ไม่ทั้งหมด ด้วยความที่ต้องปูเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่แต่ละคน มันจึงใช้เวลาค่อนข้างนาน ในช่วงแรกๆ จึงทำให้เราอาจจะรู้สึกเฉยๆ ไปบ้าง แต่พอเครื่องติดมันก็ลื่นไหลได้ดีพอสมควร

และโดยส่วนตัวจะค่อนข้างชอบเรื่องราวของยอดมนุษย์ที่เป็นคนธรรมดา ธรรมดาในที่นี้หมายถึงมีอารมณ์ความรู้สึกใกล้เคียงมนุษย์ ไม่ต้องยึดหลักความดีหรืออุดมการณ์มากไป แต่ก็นั่นแหละถ้าพวกเขาไม่ศรัทธาก็คงไม่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ เอาเป็นว่าชอบฮีโร่ที่ไม่จำเป็นต้องตัวเป็นฮีโร่ตลอดเวลา อยากให้มีมุมอ่อนแอบ้าง และใน Justice League ก็ทำได้ดีอยู่ มันดูสมจริงและมีความเป็นคนมากขึ้น เพราะหนังของค่ายนี้ที่ผ่านมาดูจะมีความเคร่งขรึม หม่นหมอง แต่มาเรื่องนี้มีความขี้เล่นมากขึ้น จึงทำให้ลดทอนด้านมืดลงไปบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดขายของ DCEU ก็คือความดาร์กนี่แหละ แต่ก็อาจจะมีจุดที่ทำให้หงุดหงิดบ้างในเรื่องซีจีที่ดูล่องลอยเหลือเกิน แต่ก็พอให้อภัยได้อยู่

ยอมรับว่าตัวละครที่ชอบสุดก็คือเดอะแฟลชนี่แหละ เพราะโดยส่วนตัวชอบชีวิตความเป็นที่มันดูใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ไม่ได้หมายถึงพลังพิเศษ (แอบบวกคะแนนความชอบเป็นการส่วนตัวให้ Ezra ด้วย) แต่ก็ชอบเรื่องราวความเป็นมาของซูเปอร์ฮีโร่มากกว่าพลังที่เขามี สรุปก็คือรู้สึกถูกชะตากับเดอะแฟลชมากที่สุดแล้ว แต่ก็แอบเทใจไปให้พี่เบิ้ม Superman อยู่นะ อุ๊ย! เอาเป็นว่าอย่างไรเสียเชื่อว่าหลายคนคงพอเดาได้ว่า Superman จะต้องกลับมาแน่นอน เพราะอาจจะเห็นจากคอมิกส์และความเป็นไปได้ต่างๆ จากสื่อที่ออกมา

ส่วนใครเป็นแฟนหนังฮีโร่ไม่ว่าจะค่ายหนังไหนก็ตามแนะนำว่าให้ไปดูเถอะ เพราะในหนังเรื่องหนึ่งแน่นอนว่าเรามีความชื่นชอบที่ไม่เหมือนกัน บางทีเราอาจจะชอบฉาก A แต่ไม่ชอบฉาก B คนอื่นอาจจะชอบฉาก B ไม่ชอบฉาก A ก็ได้ ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องของรสนิยม ทัศนคติที่มีต่อหนังล้วนๆ ไม่อยากให้ลืมจุดประสงค์ของการดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เน้นความสนุก แอ็คชั่น ความมัน Justice League ก็ทำให้เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นได้ ไม่ต้องคิดมากเรื่องคะแนน ลองเปิดใจไปดูแล้วจะพบว่ามันอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้

Justice League 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ทุกโรงภาพยนตร์