George Clooney Julianne Moore Matt Damon Noah Jupe Suburbicon พ่อบ้านซ่าส์ บ้าดีเดือด

รีวิว Suburbicon พ่อบ้านซ่าส์ บ้าดีเดือด

Home / วิจารณ์หนัง / รีวิว Suburbicon พ่อบ้านซ่าส์ บ้าดีเดือด

เข้าฉายในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับภาพยนตร์ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของนักแสดงหนุ่มคนดัง จอร์จ คลูนีย์ (George Clooney) ในภาพยนตร์ดรามาอาชญากรรม Suburbicon พ่อบ้านซ่าส์ บ้าดีเดือด และได้นักแสดงหนุ่มคู่บุญอย่าง แมตต์ เดมอน (Matt Damon) มารับบทนำ

สมทบด้วยนักแสดงสาวความมากความสามารถอย่าง จูเลียน มัวร์ (Julianne Moore) และนักแสดงเด็ก โนอาห์ จูป (Noah Jupe) ที่หลายคนได้เห็นฝีมือการแสดงไปแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ ซึ่งบอกได้เลยว่ารวมดาวเด่นจากฮอลลิวูดมารับบทบาทในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย ว่าแล้วก็ไม่พลาดขอเข้าไปรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน Suburbicon กันหน่อยดีกว่า

Suburbicon พ่อบ้านซ่าส์ บ้าดีเดือด ว่าด้วยเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชานเมืองที่เรียกว่า Suburbicon อันเป็นสถานที่ที่น่าจะเต็มไปด้วยความสงบสุข และทุกชีวิตดูจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่ออยู่ในสถานที่แห่งนี้ ทว่าครอบครัวของลอดจ์กลับต้องประสบพบเจอกับความดำมืดที่ซ่อนอยู่หลังฉากความน่าอยู่ของเมืองนี้ และนี่เป็นเรื่องราวของเหล่าคนธรรมดาคนหนึ่งที่ตัดสินใจได้ไม่ดีนัก

จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คงต้องยกให้ความสามารถทางการแสดงนำอย่าง แมตต์ เดมอน ที่ต้องรับบทเป็นผู้นำครอบครัวหน้าตาจริงจังตลอดเวลา, จูเลียน มัวร์ หญิงสาวที่ในช่วงแรกเธอต้องรับบทเป็นทั้งภรรยาและน้องภรรยาในเวลาเดียวกัน ซึ่งเธอก็สามารถทำให้ผู้ชมเกิดความหมั่นไส้ในความสตรอเบอร์รีของเธอเบา ๆ ได้ตลอดทั้งเรื่อง และ โนอาห์ จูป เด็กหนุ่มตัวน้อยที่เชื่อฟังผู้ใหญ่และใช้การแสดงออกทางสีหน้าเล่นกับอารมณ์ทั้งเรื่องได้ตลอดเวลา ทั้งสามตัวละครหลักนี้เรียกได้ว่าแบกภาพยนตร์ไว้ทั้งเรื่อง และทำผลงานออกมาได้เป็นอย่างดี

บทภาพยนตร์ทำออกมาได้ดีมาก ไม่มีความซับซ้อนใด ๆ รับชมได้ง่ายเหมือนละครหลังข่าว การลำดับเรื่องและเล่าเรื่องนั้นทำออกมาได้ดีและน่าติดตาม เปิดมาในช่วงแรกผู้ชมอาจจะเกิดความสับสนเล็กน้อยว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เมื่อภาพยนตร์เดินเรื่องไปสักพักหนึ่งแล้วก็จะเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ทันที และหลังจากนั้นคือเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้เลยว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปและจบที่ตรงไหน

เนื้อเรื่องของภาพยนตร์พยายามเดินคู่ขนานกันระหว่าง เรื่องราวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวของการ์ดเนอร์ และการที่ครอบครัวคนผิวสีย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ ซึ่งเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ชาวอเมริกันยังแบ่งแยกผิวสีกันอยู่ และโชคร้ายเหลือเกินที่เมืองซับเบอร์บิคอนนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีคนผิวขาวอาศัยอยู่ทั้งสิ้น

การเข้ามาของคนผิวสีได้กลายเป็นชนวนสำคัญให้ชาวเมืองหัวรุนแรงเริ่มต่อต้านจากขั้นเบาไปหาหนัก แม้ว่าดูเผิน ๆ แล้วสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคู่ขนานกันแทบจะไม่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ทว่ายังมีเส้นบาง ๆ ที่เชื่อมโยงระหว่างสองเหตุการณ์ รวมถึงนัยบางอย่างจากเหตุการณ์นี้ก็อาจสะท้อนให้เห็นถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างภาพยนตร์ที่ได้ชมก่อนจะเข้าไปในโรงภาพยนตร์นั้นทำให้เข้าใจเรื่องราวในรูปแบบหนึ่ง ทว่าเมื่อเข้าไปชมแล้วก็ทำให้เซอร์ไพรส์ไม่น้อยที่เรื่องราวไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวอย่างพยายามทำให้เราเข้าใจไปแบบนั้น ซึ่งการตัดตัวอย่างให้เข้าใจผิดก็เป็นหนึ่งในรูปแบบความน่าสนใจที่ภาพยนตร์หลายเรื่องในปัจจุบันทำกันอย่างแพร่หลาย และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำได้ดีทีเดียว แม้ว่าจะไม่มีฉากแอคชั่นดุเด็ดเผ็ดมันตระการตา ก็ทำให้จดจ่อจับจ้องอยู่กับเรื่องราวตลอดชั่วโมงครึ่งได้เป็นอย่างดี แนะนำว่าใครที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวนี้ไม่ควรพลาด

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าภาพยนตร์เรื่อง Suburbicon พ่อบ้านซ่าส์ บ้าดีเดือด อาจจะกำลังตบหน้าบรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายที่มีบทบาททั้งในครอบครัวและบทบาทในสังคมให้กลับมามีสติ ยับยั้งชั่งใจไม่ทำในเรื่องที่ผิดศีลธรรม หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างที่ควรจะเป็นไป และย้ำเตือนว่าเด็กทุกคนเห็นในสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ในหลาย ๆ เรื่องเด็กไม่ได้มีวุฒิภาวะน้อยจนไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องไหนถูกหรือผิดอย่างที่ผู้ใหญ่หลายคนเข้าใจ

น่าสนใจว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสังคมเวลานี้นั้นก็แทบไม่ต่างอะไรจากการขับไล่คนผิวสีออกจากเมือง ในวันเวลาที่มิตรภาพระหว่างเด็กสองคนได้ข้ามผ่านสีผิว ได้ข้ามผ่านการกีดกัน ได้ข้ามผ่านชนชั้นทางสังคม เช่นนั้นแล้วมันได้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขเล็ก ๆ ภายในเมืองที่ผู้ใหญ่ไม่มีวันหามันเจอได้เลย

Suburbicon พ่อบ้านซ่าส์ บ้าดีเดือด เข้าฉายในไทยแล้ววันนี้