รีวิว The Greatest Showman การแสดงที่สร้างแรงบันดาลใจที่ยอดเยี่ยมที่สุด

Home / วิจารณ์หนัง / รีวิว The Greatest Showman การแสดงที่สร้างแรงบันดาลใจที่ยอดเยี่ยมที่สุด
Benj Pasek Hugh Jackman Justine Paul P.T. Barnum The Greatest Showman Zac Efron Zendaya รีวิวภาพยนตร์ รีวิวหนัง โชว์แมนบันลือโลก

หลังจากที่โหมโรงปล่อยทั้งตัวอย่าง และคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำที่สนุกสนานของภาพยนตร์มิวสิคัลที่น่าจับตามองมากที่สุดในปีนี้ The Greatest Showman โชว์แมนบันลือโลก ก็ได้เวลาเข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้วันพฤหัสบดีสุดท้ายของปี 2017

ตัวอย่างได้เผยเรื่องราวที่เริ่มตั้งแต่ศูนย์ของ พี.ที. บาร์นัม (P.T. Barnum) รับบทโดย ฮิวจ์ แจ็กแมน (Hugh Jackman) ที่ตกงาน และเริ่มธุรกิจใหม่จากศูนย์ จนกระทั่งสามารถเปิดโชว์การแสดงสุดยิ่งใหญ่ได้ นอกจากเรื่องราวการสู้ชีวิตของเขาแล้ว เพลงที่ใช้ประกอบนั้นก็ไพเราะเสนาะหู ฟังแล้วเกิดความฮึกเหิมสร้างพลังใจ จนเกิดการตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูง ทันทีที่เข้าฉายวันแรกก็ไม่พลาดที่จะตีตั๋วเข้าไปดูโชว์ที่ดีที่สุดของเขา

The Greatest Showman โชว์แมนบันลือโลก ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของคนช่างฝัน พี.ที. บาร์นัม ที่ชีวิตเริ่มต้นจากการติดลบ แต่ไม่ขอยอมแพ้ต่อโชคชะตา ดิ้นรนไต่เต้าชีวิตเพื่อให้ตัวเองดีขึ้น จนสามารถสร้างธุรกิจเปิดโชว์การแสดงที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด

ภาพยนตร์เล่าเรื่องได้กระชับชัดเจนไม่ยืดเยื้อ ความยาวราวชั่วโมงครึ่งนั้นใช้แทบทุกวินาทีได้อย่างคุ้มค่า แทบไม่มีจังหวะให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย จังหวะการตัดต่อหลายฉากทำได้อย่างสวยงาม ส่งให้เข้ากับช่วงมิวสิคัลได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่งนี้จะเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจราวกับได้เข้าไปดูการแสดงละครเวทีดี ๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

ฮิวจ์ แจ็กแมน (Hugh Jackman), แซ็ก เอฟรอน (Zac Efron) และ เซนดายา (Zendaya) คือสามนักแสดงนำของเรื่องที่เรียกได้ว่าแบกภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ได้อย่างอยู่หมัด ฮิวจ์ แจ็กแมน สลัดคราบความเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ทิ้งได้อย่างหมดจด เขากลายเป็นชายหนุ่มธรรมดาผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวและกำลังจะก่อร่างสร้างตัวในธุรกิจใหม่ที่เชื่อมั่นว่ามันจะประสบความสำเร็จ

ขณะที่แซ็ก เอฟรอน ไม่ได้มีดีแค่โชว์ความหล่อให้สาว ๆ ในโรงภาพยนตร์กรี๊ดเพียงอย่างเดียว สีหน้าท่าทางการแสดงนั้นทำออกมาให้เชื่อได้ว่าเขาคือหนุ่มผู้รากมากดีที่ต่อสู้กับเสียงนกเสียงกาที่มาขัดแข้งขัดขาความปรารถนาในหัวใจของเขา และเซนดายาที่ฉายความคาริสมาออกมาได้อย่างน่าหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นการแสดงกายกรรม การร้องรำทำเพลง ล้วนแล้วแต่ส่งให้เซนดายาโดดเด่นอย่างงดงาม

เพลงมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกในการชมภาพยนตร์มากทีเดียว และการที่ได้สองคนดนตรีอย่าง เบนจ์ พาเส็ก (Benj Pasek) และ จัสติน พอล (Justine Paul) ที่เคยแต่งเพลงให้ La La Land (2016) มาร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำผลงานออกมาได้อย่างไร้ที่ติ เพลงทุกเพลงที่เหล่านักแสดงขับร้องและโชว์การแสดงนั้น นอกจากจะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการแสดงแทบทุกฉากทุกตอนแล้ว เนื้อเพลงแต่ละเพลงกับท่วงทำนองยังสอดประสานเข้ากันได้อย่างลงตัว

ทันทีที่ภาพยนตร์เริ่มฉายก็ปลุกใจผู้ชมในเพลง The Greatest Show ที่แทบจะลุกขึ้นมาเต้นตามเลยทีเดียว ต่อด้วยเพลง A Million Dreams ที่ทำให้น้ำตารื้นได้ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง การแสดงคู่กันระหว่าง แซ็ก เอฟรอน และ เซนดายา ในเพลง Rewrite the Stars ก็ทำให้อินกับคู่รักคู่นี้ได้อย่างหมดใจ รวมถึงเพลงที่ปลุกใจของเหล่านักแสดงใน This is Me ก็ปลุกพลังใจสร้างความฮึกเหิมให้เราต้องยิ้มทั้งน้ำตาเลยทีเดียว รวมไปถึงเพลงอื่น ๆ ที่ทำให้อินไปกับเรื่องราวได้อย่างน่าประทับใจ

นอกจากความบันเทิงที่ภาพยนตร์ได้มอบให้ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ชีวิตของ พี.ที. บาร์นัม ตั้งแต่วินาทีแรกที่ภาพยนตร์เริ่มฉายจวบจนท้ายเรื่องที่เอนด์เครดิตขึ้นนั้นได้สอนอะไรหลายอย่างมากมาย ราวกับได้ย่นย่อสัจธรรมของมนุษย์นักธุรกิจคนหนึ่งที่มีขึ้นและลงอย่างรวบรัดภายในชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว

ชีวิตที่เริ่มต้นจากศูนย์ ล้มลุกคลุกคลานจนมองไม่เห็นว่าจะเดินหน้าธุรกิจของตัวเองต่อไปอย่างไร กระทั่งเปิดโชว์การแสดงขึ้นเป็นครั้งแรก ความกระเหี้ยนกระหือรือทะเยอทะยานอยากไม่มีที่สิ้นสุดจนลืมหลายสิ่งหลายอย่างไป ทำให้ทุกอย่างพังทลายลง กระทั่งเริ่มรู้จักตัวตนของตัวเองกลายเป็นคนใหม่ที่ขอยืนหยัดขึ้นสู้อีกครั้งจนประสบความสำเร็จ

เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จของนักธุรกิจหลายคนที่เคยประสบพบเจอมา เมื่อมีขึ้นย่อมมีลง ขึ้นสู่ที่สูงได้ต้องลงสู่ที่ต่ำให้เป็น และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดเกิดขึ้นได้อย่าง เขารับมือกับมันอย่างไร หลงไปกับความสำเร็จมากแค่ไหน เขาล้มลงจนเหลืออะไร และสิ่งที่ทำให้เขากลับมายืนขึ้นได้อีกครั้งคืออะไร ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือสิ่งที่ท้าทายจิตใจของทุก ๆ คนที่อยากรู้เรื่องราวให้เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้

เวทีที่รวบรวมเหล่าคนพิเศษ คนที่มีลักษณะแตกต่างจากคนทั่วไป คนที่ตัวสูง คนที่เล่นกายกรรม คนที่สักเต็มตัว สาวอวบที่มีหนวดเคราขึ้นเหมือนผู้ชาย และคนอื่น ๆ อีกมากมาย ได้อยู่รวมกันในเวทีแห่งนี้ เวลาที่สปอตไลต์ส่องหาพวกเขา เวทีทีคนปกติทั่วไปต้องจ่ายเงินเข้ามา เวทีที่คนทั่วไปมานั่งรอคอยการแสดงสุดตระการตาของพวกเขา เวทีที่คนทั่วไปได้ร้องเพลงตาม เวทีที่คนทั่วไปสนุกสนานไปกับการแสดงที่ตื่นตาตื่นใจ เวทีที่คนทั่วไปลุกขึ้นปรบมือให้กับพวกเขา ยอมรับในความสามารถที่ไม่ธรรมดา

แม้ฉันจะไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป แต่พวกเรามีจิตใจที่ไม่แตกต่างกับทุกคน พวกเรายืนอยู่ด้วยกันอย่างเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกผิวสี สถานะทางเพศ และเชื้อชาติใด ๆ เป็นเวทีแห่งมนุษยธรรมอย่างแท้จริง ในวันที่โลกเราไร้พรมแดน ความแตกต่างเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะพวกเราทุกคนคือมนุษย์ที่หัวใจเต้นเป็นเสียงเดียวกัน อย่าให้ปัจจัยภายนอกมาขวางกั้นมนุษยธรรมที่อยู่ในใจอีกเลย

เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน โลกของเราได้ก้าวเดินสู่ศักราชใหม่ ศักราชที่ทุกคนจะเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิต หลากหลายคำคม หลากหลายแรงบันดาลใจที่ขับดันสร้างพลังใจให้กล้าทำอะไร ๆ นั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ

แต่ภาพยนตร์ชีวประวัติมิวสิคัลเรื่องนี้ The Greatest Showman โชว์แมนบันลือโลก จะปลุกพลังใจที่ท้อแท้ของทุกคนให้กล้ายืนหยัดขึ้น ขจัดความกลัวที่อยู่ภายในใจ ความกลัวที่จะโดนติฉินนินทาสบประมาทจากผู้อื่น ความกลัวที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรให้จางหายไป

กล้าจินตนาการ กล้าลงมือทำ ลุกขึ้นมาเดินตามความฝันของตัวเองอย่างแข็งแกร่ง เหมือนเหล่าคนพิเศษที่กล้าออกมาจากเงามืดเปิดเผยตัวตนให้ทุกคนยอมรับได้ในที่สุด ยังมีเรื่องราวข้อคิดที่น่าสนใจอีกมากมายที่ได้จากผู้ชายธรรมดาคนนี้ที่มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีให้ได้เรียนรู้อีกมากมาย ผู้ที่มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ให้ของขวัญที่ทรงพลังที่สุดส่งท้ายปี 2017 เพื่อให้ปี 2018 เป็นปีที่ยิ่งใหญ่ของทุก ๆ คน

10/10 สำหรับ The Greatest Showman โชว์แมนบันลือโลก