The Passion ใครอำมหิต

Home / วิจารณ์หนัง / The Passion ใครอำมหิต

“ขายนอก ขายนอก ขายนอก” ดูจะเป็นคำฮิตติดปากคนทำหนังปัจจุบันกันเหลือเกิน เป็นคำพูดที่พูดแล้วฟังดูดี ดูมีความรู้ความสามารถ และดูจะทำรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล แต่หากจะมองอีกด้านคำๆ นี้ก็เหมือนกับเป็นการให้ผู้สร้างได้ทำอะไรบางอย่างที่สังคมไทยยังไม่เปิดโอกาสให้เต็มที่ อย่าง การทำหนังเกย์ หรือหนังที่จงใจแสดงความรุนแรงในด้านต่างๆ

อำมหิต พิศวาส (The Passtion) ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้กำกับฯออกมาประกาศปาวๆ ว่า หนังเรื่องนี้บริษัทผู้สร้างต้องการทำเพื่อขายนอก ดังนั้น หากคนไทยจะไม่ชอบก็คงจะไม่ผิดวัตถุประสงค์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เลยออกมาอย่างที่หลายๆ คนได้เห็น ว่าด้วยเรื่องของการต่อสู้ของหญิงสาวคนหนึ่งกับวายร้ายที่ถึงพร้อมด้วยความเลวที่มนุษย์คนหนึ่งพึงทำได้ ทั้ง ค้ายา ขายหนังโป๊ที่แอบถ่ายเอง เป็นซาดิสม์ มักมากในกาม และเป็นฆาตกร ซึ่งคงจะเป็นความสามารถของทุกคนที่มีส่วนร่วมกับงานนี้ ที่นำเสนอทุกภาพ ทุกแง่มุมออกมาได้อย่างชัดแจ้ง ไม่ปิดบัง และตรงไปตรงมา

มันอดสงสัยไม่ได้ บางทีบางครั้งมานั่งเถียงกันแทบแย่ว่า นั่นโป๊ไปหรือเปล่า นี่มีภาพคีบบุหรี่ด้วย โน่นก็มีปืนจ่อหัว แต่ทำไมภาพยนตร์ที่ทั้งเรื่องนำเสนอแต่วิธีการฆ่าที่อำมหิตผิดมนุษย์ ถึงได้ออกมายืนหราอยู่ในโรงภาพยนตร์ที่ทุกเพศทุกวัยสามารถซื้อบัตรผ่านเข้าไปดูได้


หลังจากที่ลองสอบถามไปยัง พ.ต.ท.ธงชัย กีรติธรรมกร สารวัตรงาน 3 กองกำกับการ 2 กองทะเบียน แผนกเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ กล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านการเซ็นเซอร์ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม โดยคณะกรรมการเซ็นเซอร์กว่า 10 คน แต่ตนติดงานอย่างอื่นจึงไม่สามารถเข้าไปร่วมตรวจดูได้ และเมื่อมีมติที่ประชุมให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านการพิจารณาแล้วก็ให้ถือไปตามนั้น

ด้าน ผศ.ดร. ชวนะ มหิทธิชาติกุล ภวกานนท์ นักวิชาการและนักปฏิบัติการสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเซ็นเซอร์ในวันนั้น กล่าวว่า ได้ดูแล้วซึ่งตนไม่รู้ว่าก่อนและหลังที่จะมาให้ตรวจสอบนั้น จะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันเพียงใด แต่เท่าที่ตนได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนปัญหาสังคมได้ดีมาก ไม่รุนแรง และไม่ขัดต่อหลักศีลธรรม เพราะมีเหตุผล มีที่มาที่ไป และมีความรับผิดชอบต่อสังคม คือบอกให้สังคมได้รู้ว่า คนเราก็สามารถเลวได้โดยระบบ อย่าง ชัย (ศรัณยู) ก็ถูกระบบทุนนิยมทำให้เลว ซึ่งระบบนี้ก็มีผลอย่างมากต่อสังคมไทยในยุคปัจจุบัน

“ชื่นชมคุณตั้วนะ ที่ทำหนังออกมาแบบนี้ เขาเป็นคนมีคุณธรรม ในวันเซ็นเซอร์หลายท่านก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมคิดว่าเป็นหนังไทยก็น่าจะสนับสนุน บางฉากพอลืมๆ ได้ก็ปล่อยไป เราก็ไม่อยากจะมากระฟัดกระเฟียดอะไรกับหนังไทยมากนัก เพราะหนังนอกเราก็ปล่อย และหนังเรื่องนี้ก็ดีกว่าบางเรื่องที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม มีทั้งภาพเซ็กซ์อย่างเปิดเผย มีคำด่า คำหยาบคาย อย่างนั้นมันแสดงถึงกำพืดของคนทำเอง”

ดังนั้น สิ่งที่กองเซ็นเซอร์ทำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ ตัดคำบางคำที่อาจจะส่งผลต่อความไม่สงบเรียบร้อยของประเทศชาติออก และให้ขึ้นคำเตือนก่อนชมภาพยนตร์ว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างเพื่อความบันเทิง หลายเหตุการณ์ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง โปรดใช้วิจารณญาณในการชม”

ใช่ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ดีขนาดต้องหันหลังให้ เพราะฝีไม้ลายมือของผู้กำกับฯคนนี้ก็ถือว่าจัดจ้านใช้ได้ทีเดียว อาจจะผ่อนคลายนิดหน่อยตรงที่เราไม่ได้ตื่นเต้นกับส่วนที่มันควรจะเป็น และอย่างที่เขาเคยได้บอกไว้แล้วว่าถ้าจะทำภาพยนตร์แนวนี้ให้เด็กดู เขาก็คงไม่ทำ เพราะแม้หนังเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ไม่ได้พูดถึงประเทศอื่นๆ แต่กล้าปฏิเสธกันเชียวหรือว่า มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสังคม

ตัวของหนังนั้นพยายามเสนอภาพของผู้หญิงที่เป็นเหยื่อ ในสถานที่ปิดที่มีผู้ชายเป็นใหญ่ อย่างที่ต้องการจะประท้วงสะท้อนภาพสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่มีคนบอกว่าเป็น “ปิตาธิปไตย” ซึ่งมีชายเป็นใหญ่และปฏิบัติกับผู้หญิงเหมือนไม่ใช่มนุษย์ในระดับที่เท่ากัน

มองเท่านี้อาจมองว่ามีเจตนาดี

แต่สิ่งที่ผู้กำกับฯเสนอกลับเป็น 100 นาที ของการใช้ความรุนแรงแบบผู้ชาย-ผู้ชายอย่างยืดยาวจนเกินพอดี ไม่ได้ให้ภาพของสิ่งที่หนังพยายามจะบอกว่าเป็น ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหญิงหรือตัวละครชาย และตัวละครที่มีความเป็น “หญิง” (Feminine) แม้แต่เพียงเล็กน้อยก็ถูกฆ่าตายในหนัง

เมื่อถึงบทสรุปของหนังก็มีแต่ตัวละครที่มีความเป็น “ชาย” (masculine) มากที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอดเป็นคนสุดท้าย

แม้จะดูเหมือนประท้วงและเสนอให้ผู้หญิงเอาคืนผู้ชายบ้าง แต่ก็เป็นการเอาคืนแบบใช้ความเป็นชายเอาคืน ซึ่งไม่ใช่ทัศนคติที่แก้ไขปัญหาอะไรได้

100 นาที ในหนังเรื่องนี้จึงเป็น 100 นาที ของการเห็นผู้หญิงโดนทารุณ (ทั้งผู้หญิงจริงๆ และคนที่มีความเป็นผู้หญิง)

ดังนั้น คงจะต้องย้อนกลับมาถามสังคมว่า ถึงเวลาหรือยังที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะหันกลับมาดูเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราไม่แน่ใจว่าการจัดเรตจะแก้ปัญหาเซ็นเซอร์ที่มีปัญหามาตลอดเวลานับสิบปี เพราะใช่ว่าเมื่อจัดเรตแล้วจะแก้ปัญหาอะไรบางอย่างที่มันจะตามมาได้ แต่การที่ได้กลั่นกรองสิ่งที่ถูกที่ควรให้กับวัยที่ถูกที่ควร หรือมีผู้ใหญ่เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดจะดีกว่าหรือไม่

เพื่อสุดท้ายเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่า ใครกันแน่ที่อำมหิตที่สุด ผู้กำกับฯ ผู้สร้าง หรือว่า กองเซ็นเซอร์

นานา จิตตัง
ที่มาจากหนังสือพิมพ์