The Departed : รีเมคที่ต้นฉบับต้องคาราวะ

Home / วิจารณ์หนัง / The Departed : รีเมคที่ต้นฉบับต้องคาราวะ

ขอสันนิษฐานที่ว่า เพราะฮอลลีวู้ดเจอกับอาการ “ขาลง” ของอุตสาหกรรมหนังในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา (อย่างน้อยๆ หนังใหญ่หลายเรื่องก็ไม่ได้เงิน และหนังขนาดกลาง ก็มีตัวเลขเฉลี่ยลดลงอย่างชัดเจน)

ทำให้หนทางหนึ่งที่จะเป็น “ทางออก” ก็คือ การสร้างหนังรีเมคจากเรื่องที่เคยทำมาแล้วในอดีต (ส่วนคำว่า beyond original หรือ บียอนด์ ออริจินัล นั้น หมายถึงหนังที่ย้อนกลับไปนำเสนอเรื่องก่อนที่จะเกิดภาคแรก เช่น Star Wars ก็กลับมาทำเรื่องก่อนที่จะเกิดภาคแรกปี 1977)

ฉะนั้น เราจึงเห็นว่าฮอลลีวู้ดเล่นบทของ “คนตกปลา” โดยมีหนังเอเชียเป็น “ท้องทะเล” และหลายเดือนที่ผ่านมา ชาวประมงจากตะวันตก ก็มาตกปลาหลายตัวไปขายบ่อยๆ ที่ตลาดเช้าของเขา ซึ่งเมื่อนักชิมอาหารอย่างนักวิจารณ์ กินแล้ว หนังหลายเรื่องหรือปลาหลายตัว มีรสชาติที่เน่าเหม็นและสู้ต้นฉบับไม่ได้

ยกเว้นเรื่องนี้…The Departed

โดยปกตินั้น เวลาฮอลลีวู้ดซื้อต้นฉบับจากหนังยุโรปหรือที่ไหนไปทำนั้น นักวิจารณ์ต่างชาติจะเขียนแสดงทัศนะในเชิงเหน็บแนมไว้ก่อนว่า “ไม่ชอบ” โดยยังไม่ต้องดูหนัง อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องถูกนัก ที่จะพูดแบบนั้น

แต่นักวิจารณ์ส่วนหนึ่งดูมาจนเคี่ยวและช่ำชอง จนสามารถรู้ได้ว่า หนังที่ฮอลลีวู้ดนำไปทำนั้น มักจะถูกผลิตออกมาอีกแบบหนึ่ง เร้าอารมณ์จนฟูมฟาย และทำให้มันเป็นหนังต้องดูยิ่งใหญ่…(และเกินจริง)

แต่เมื่อ มาร์ติน สกอร์เซซี มีเครดิตว่า จะเป็นผู้กำกับของหนังเรื่อง The Departed ซึ่งทำมาจากต้นฉบับคือ สองคนสองคมหรือ Infernal Affair ที่ทำออกมาฉายตั้งแต่ปี 2002-2004 ทั้งหมด 3 ภาค กลายเป็นงานไตรภาคที่สมบูรณ์แบบ และดีทุกภาค (แม้จะยังห่างชั้นกับ The Godfather มากนักก็ตาม)

ตอนเป็น Infernal Affair นั้น นอกจากหนังจะโดดเด่นที่การแสดงของ เหลียงเฉาเหว่ย และ หลิวเต๋อหัว แล้ว สไตล์การเดินเรื่องและวิธีการเล่าเรื่องที่ผู้กำกับเอามาใช้นั้น ทำให้ตัวเรื่อง แม้ไม่ได้ลึกลงในแง่ของความเป็นมนุษย์ เล่นกับด้านที่ลึกลับดำมืดของตัวละคร แต่หนังก็ได้บรรยากาศและสไตล์การเล่าเรื่องที่หนักแน่นมาช่วยไว้

คนที่ดูหนังของ มาร์ตี้ หรือ มาร์ติน สกอร์เซซี นั้น คงจะทราบดีว่า สิ่งหนึ่งที่ มาร์ตี้ ชอบเอามาใส่ในหนังของเขาเสมอก็คือ ความเป็นมนุษย์ทั้งสองด้าน

เขาพาตัวละครให้เดินทางไปสู่จุดที่มืดที่สุดใน Taxi Driver จนไม่มีใครลืมฉากที่มือปืนโมฮอว์ค ลุยเข้าไปจัดการกับอันธพาล เขาทำให้ตัวละครโรคจิตในหนัง Cape Fear ค่อยๆ กลายเป็นมอนสเตอร์หรือปีศาจในคราบมนุษย์เมื่ออยู่แม่น้ำ เขาทำให้ตัวละครหญิงสาวใน The Age of Innosense กลายเป็นโศกนาฏกรรมแบบเทรจิดี้ (tragedy) ที่สลับหัวสลับหาง

และทำให้ภาพของแก๊งสเตอร์ มาเฟียและมือปืน เป็นอาชีพที่มีเสน่ห์และน่าหลงใหลใน Goodfellas

แล้วมาถึง The Departed ล่ะ เขาจะทำอะไรอีก และแน่หรือว่าเขาจะทำตามต้นฉบับทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ชื่อของ มาร์ติน สกอร์เซซี คือศาลพระภูมิ คือไม้ยืนต้นอีกหลักหนึ่งของวงการหนัง ที่อเมริกันแท้ๆ ภาคภูมิใจ (สกอร์เซซี เป็นนิวยอร์กเกอร์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยที่เขาไม่ชอบความเป็นนิวยอร์กเกอร์)

โดยปกติเมื่อหนังของ สกอร์เซซี มักจะเล่าเรื่องราวของมนุษย์ในทุกแง่ทุกมุม (ซึ่งเขาทำได้ดีกับตัวละครที่เป็นพวก “คนนอก” ของกระแสหลักสังคม เช่น โสเภณี มือปืน ขอทาน มาเฟีย ฯลฯ) นั้น สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับหนังของเขาด้วยก็คือ การใช้เวลาที่ยาวนาพอสมควรในการนำเสนอเนื้อหาเหล่านั้น

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ใครหลายคนมักจะแนะนำกันว่า เวลาไปดูหนังของ สกอร์เซซี นั้น จะต้องค่อยๆ ดู ไม่ใช่ดูแบบเอะอะตึงตัง โครมคราม เพราะว่าหนังของเขาคือ งานศิลปะ ความตายก็เป็นศิลปะ การฆ่ากันก็เป็นศิลปะ และความดิบเถื่อน โหดเหี้ยม ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

ในหนัง The Departed นั้น ต้นฉบับเป็นเรื่องของ เหยินกับหลิว ที่ฝ่ายแรกถูกกรมตำรวจส่งเข้าไปเป็นสายลับในแก๊งมาเฟีย ขณะที่ฝ่ายหลังซึ่งเป็นตำรวจอนาคตไกลอยู่นั้น ก็ถูกส่งมาจากแก๊งมาเฟีย เพื่อเป็นหนอนบ่อนไส้ รายงานความเคลื่อนไหวของตำรวจ

นั่นก็แสดงว่า งานนี้ตัวละคร 2 คน ฝีมือสูสีกัน ประสบการณ์และวุฒิภาวะในการเอาตัวรอดเท่าๆ กันนั้น ต่างต้องเล่นบทบาทเดียวกันในสถานที่ที่ตัวเองทำงานอยู่ พูดง่ายๆ คือ เป็นหนอนบ่อนไส้ เป็นสายลับให้อีกฝ่ายหนึ่งนั่นเอง

แต่ The Departed ไม่ได้ เดินตามทุกอย่างในรายละเอียดเหล่านี้

แตกต่างอย่างไร ทำไมต้องให้ 4 ดาว…สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อ

แต่ถ้าอยากดู ไปดูเลยครับ นี่คือหนังแนะนำประจำสัปดาห์



บายไลน์ : นันทขว้าง สิรสุนทร
ที่มาจากหนังสือพิมพ์