หนังจอกว้าง : อำมหิตพิศวาส ด้านมืดของศรัณยู

Home / วิจารณ์หนัง / หนังจอกว้าง : อำมหิตพิศวาส ด้านมืดของศรัณยู

หลังการปรากฏตัวของหนังหักมุมจบที่ทำให้คนดูถึงกับต้องอึ้งกันไปทั้งโรงอย่าง “Six Sense” (2541) “Unbreakable” (2543) ของฮอลลีวู้ด ไปจนถึงหนังเอเชียด้วยกันอย่าง “Kairo” (2544) และ “The Ring” (2544)

ซึ่งแนวทางการเล่าเรื่องในลักษณะซ่อนปมปริศนาเล็กๆ แล้วหันเหไปให้รายละเอียดในส่วนอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนดูก่อนจะกลับมาเฉลยเงื่อนปมที่ว่า ซึ่งก็ทำให้คนดูหงายหลัง เมื่อหนังหักมุมจบชวนช็อกในสิ่งที่เกิดขึ้น กับตัวละครที่พวกเขาลุ้นเอาใจช่วย และก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าแนวทางการเล่าเรื่องดังกล่าวมีมานานก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทว่าหนังที่มักใช้กลยุทธ์ดังกล่าวในยุคหลังๆ ได้ส่งอิทธิพลมาถึงวงการหนังไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

หนังประเภทลึกลับตื่นเต้น (Suspense&Mystery) ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ เข้าข่ายหนังหักมุมจบที่บางเรื่องก็ทำได้เข้าท่า ไม่ว่าจะเป็น “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” (2547) “ลองของ” (2548) “13 เกมสยอง” (2549) ในขณะที่บางเรื่องคงต้องกลับไปคิดวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้เสียใหม่ ให้มีลีลาเฉียบคมแยบคายมากกว่าเดิม เพราะไม่เช่นนั้น คงต้องเดินตามความล้มเหลวที่ตัวเองประสบอีกครั้ง เช่นในหนังอย่าง “รับน้องสยองขวัญ” (2548) “ไพรีพินาศ” (2549) “ศพ” (2549)

นอกจากหนังสยองขวัญ (Horor) แล้ว หนังแนวระทึกขวัญ (Thriller) ที่ว่าด้วยสถานการณ์คับขัน จนมุมจากการถูกไล่ล่า และตัวละครที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไปจนถึงแง่มุมทางจิตวิทยา ที่ไม่ได้มีเรื่องของผีร้ายวิญญาณหลอนมาเกี่ยวข้อง ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มักนำเอาวิธีการหักมุมจบอย่างเหนือความคาดหมายมาใช้เล่นกับคนดู ซึ่งก็รวมทั้ง “อำมหิตพิศวาส” ผลงานกำกับหนังครั้งแรกของนักแสดงมากฝีมือ ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ด้วยเช่นกัน แต่ทว่าเงื่อนปมที่หนังสร้างขึ้น หาได้เป็นเหตุเป็นผลในการสร้างแรงจูงใจให้คนดูคล้อยตาม เมื่อหนังเดินทางมาถึงฉากสุดท้ายที่พยายามใช้วิธีหักมุมจบ จากการขมวดปมจนมาสู่คำเฉลยถึงเหตุผลการกระทำและความเป็นมาของตัวละคร ตลอดจนแง่มุมทางจิตวิทยาที่หนังใช้วิธีตัดสลับเพื่อบอกเล่าที่มาเป็นระยะๆ แต่ทว่าทั้งหมดนั้น กลับขัดแย้งกับพฤติกรรมของตัวละครที่หนังปูพื้นให้เราได้รู้จักตั้งแต่ต้นอย่างสิ้นเชิง ทั้งตัวละครหลักและตัวละครแวดล้อม

“อำมหิตพิศวาส” บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์เวิลด์ ที่มี ‘ชัย’ (“ตั้ว” ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) หัวหน้าฝ่ายควบคุมอาคารเป็นผู้ดูแล และที่ไม่ธรรมดาก็คือเบื้องหลังของชัยนั้น เป็นทั้งนายหน้าค้ายาเสพติด และชายโฉดผู้ลักลอบแอบติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วทั้งอาคารตามห้องน้ำหญิง ห้องลองเสื้อผ้า หน้าตู้ถ่ายรูปสติกเกอร์ ฯลฯ เพื่อเก็บภาพอนาจารของหญิงสาวในทุกอิริยาบถ แล้วเสนอขายต่อพ่อค้าหนังแผ่นที่ทำธุรกิจใต้ดินอันอุบาทว์โสมมนี้โดยมีลูกน้องอย่าง ‘ขาว’ (“เติ้ล” ตะวัน จารุจินดา) เด็กเดินตั๋วขี้ยา บุญเกิด (“กอล์ฟ” เบญจพล เชยอรุณ) หัวหน้า รปภ.คนซื่อที่แอบหลงรัก ‘น้อย’ (“ปราง” ปรางทอง ชั่งธรรม) พนักงานทำความสะอาดสาวปากจัดอย่างหัวปักหัวปำ ทั้งๆ ที่เธอนั้นมีใจให้ ขาว มากกว่า…และแล้วเหตุเลวร้ายก็เกิดขึ้นเมื่อ แพรว (“ตั๊ก” บงกช คงมาลัย) หญิงสาวที่คล้ายมีอาการผิดปกติทางจิต วนเวียนเข้ามาดูหนังในมัลติเพล็กซ์เวิลด์เป็นประจำ จนกระทั่งรูปร่างอวบอั๋นของเธอเกิดไปต้องตาต้องใจ ชัย จึงทำให้มันพยายามหาทางข่มขืนเธอในห้องน้ำ แต่ทว่าเธอกลับต่อสู้และทำร้าย ชัย จนหนีออกมาได้ มันจึงสั่งให้ลูกน้องปิดทางเข้า-ออกมัลติเพล็กซ์เวิลด์ทุกทางเพื่อตามล่า แพรว โดยมี น้อย ที่รู้เห็นพฤติกรรมเลวร้ายทุกอย่างของ ชัย คอยให้ความช่วยเหลือ และตั้งใจว่าถ้าออกไปจากที่นี่ได้ เธอจะแจ้งตำรวจ

“อำมหิตพิศวาส” เป็นหนังที่เต็มไปด้วยความรุนแรง และหลายๆ ฉากนั้น ก็ดูสมจริงจนเข้าขั้นล่อแหลมอนาจารท้าทายต่อจริยธรรม ซึ่งนอกจากงานสร้างที่ทำได้ถึงอารมณ์ดิบ เถื่อนแล้ว เนื้อหาบางส่วนของหนังยังวิพากษ์สังคมได้อย่างเจ็บแสบ โดยเฉพาะพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงที่แอบซ่อนอยู่เบื้องลึกในใจของผู้คน และน่าตกใจตรงที่ว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก และเติบโตงอกงามจนกลายเป็นอาการป่วยไข้ทางจิต ที่บางครั้งไม่อาจซ่อนเร้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าใครคนนั้นจะอยู่ในฐานะทางสังคมอันมีเกียรติ เป็นที่เคารพนับหน้าถือตาเพียงใดก็ตาม

หนังมีประเด็นบอกกล่าวที่น่าสนใจ แต่การวางโครงสร้างของเนื้อหากลับน่าผิดหวัง ช่วงจังหวะเวลาที่หนังสร้างเงื่อนปมบางอย่างให้ตัวละครอย่าง แพรว น้อย และ ขาว ค่อนข้างสับสน และขัดง้างกับรายละเอียดหลายๆ อย่างที่หนังแนะนำให้คนดูรู้จักกับตัวละครเหล่านั้นในฉากแรกๆ แต่ด้วยหน้าที่ผู้กำกับ ศรัณยู ยังคงถ่ายทอดบรรยากาศความมืดทึม อับทึบ ของโรงภาพยนตร์ที่ถูกปิดตายยามค่ำคืน ห้องเก็บของรกระเกะระกะ ที่เราได้ลุ้นเอาใจช่วยไปกับตัวละครเมื่อต้องแอบซ่อนจากเหล่าคนโฉดที่กำลังไล่ล่า ซึ่งทั้งหมดทำได้เหนือมาตรฐานหนังไทยในแนวทางนี้ด้วยซ้ำ

ในฐานะผู้กำกับ “อำมหิตพิศวาส” อาจไม่ใช่งานชิ้นแรก เพราะก่อนหน้านี้ เขาฝากฝีมือในละครโทรทัศน์หลายต่อเรื่อง นับแต่ “พ่อม่ายทีเด็ด” (2540) “เทพนิยายนายเสนาะ” (2541) “น้ำพุ” (2544) “สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย” (2545) และ “หลังคาแดง” (2546) ไม่นับรวมละครสั้น 2-3 ตอนจบอย่าง “ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด” (2545) หรือ ละครเทิดพระเกียรติหลายเรื่อง (2547-2549) ซึ่งผลงานทั้งหมดที่เอ่ยมานั้น ถือว่าเข้าขั้นเหนือกว่ามาตรฐานละครทีวีไทยทั่วไป ทั้งเนื้อหาและงานสร้าง น่าเสียดายที่ความโดดเด่นในการเล่าเรื่องเหล่านั้น กลับไม่ปรากฏในหนังเรื่องแรกของเขาแม้แต่น้อย…ประเด็นทางสังคมที่บอกเล่าเพียงผิวเผิน แง่มุมทางจิตวิทยาที่ไม่ได้ลงลึกมากพอจะอธิบายพฤติกรรมผิดปกติของตัวละคร ได้กลายเป็นข้อบกพร่องที่ทำให้ “อำมหิตพิศวาส” เป็นเพียงหนังเขย่าขวัญธรรมดาๆ เรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ แม้แต่น้อย

ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

khunpeejo@hotmail.com

ที่มาจากหนังสือพิมพ์