เปนชู้กับผี: ความรักคือรูปแบบหนึ่งของการครอบครอง

Home / วิจารณ์หนัง / เปนชู้กับผี: ความรักคือรูปแบบหนึ่งของการครอบครอง

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ครับ

นวลจันทร์เป็นแม่หญิงเมืองชล ตอนที่หล่อนเข้ามาตามหาสามีในบางกอกนั้นกำลังท้องแก่จวนเจียนจะคลอด หล่อนเรียกสามล้อถีบมาส่งหน้าคฤหาสน์เก่าหลังหนึ่ง บอกให้สามล้อคอยสักประเดี๋ยว แต่หล่อนก็ไม่ได้กลับออกมา

คุณสมจิต แม่บ้านของคฤหาสน์ ยินยอมให้นวลจันทร์มาอาศัยอย่างเสียไม่ได้ ติดว่าหล่อนท้องแก่ ไม่เช่นนั้น คงตะเพิดหล่อนออกไปนอนกลางถนน แต่เธอก็กำชับเป็นเด็ดเป็นขาดว่าห้ามไปจุ้นจ้านวุ่นวายบนเรือนใหญ่เป็นอันขาด

เพราะบนเรือนใหญ่นั้นเป็นของ คุณนายรัญจวน อิสตรีสูงศักดิ์เจ้าของบ้าน คุณนายรัญจวนเก็บตัวเงียบไม่ออกมาสังคมกับใคร เธออยู่บนนั้น บางคืน เปิดแผ่นเสียงเพลงโหยแผ่ว และร่ำลือกันว่า สามีคุณนายรัญจวน หายตัวไปอย่างลึกลับ แต่บนเรือนใหญ่อันเงียบเชียบนั้น เธอแอบซ่อนผู้ชายคนหนึ่ง ไว้ปรนเปรอสวาท และที่น่ากลัวนะคุณเอ๋ย ว่ากันว่า ผู้ชายคนนั้นมันใช่คนเสียที่ไหน!

ในหนึ่งปี ประเทศไทยผลิตหนังผีมามากเท่าไร ไม่อาจนับ มีทั้งผีสยอง ผีชวนขยะแขยง ไล่จนถึงผีตลก ราวกับว่าเราคือชาติผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูตผีปีศาจ ราวกับว่า เราคือประเทศที่ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องลึกลับยากบรรยาย แต่ในบรรดาหนังผีที่ผลิตสร้างกันออกมามากมาย ใช่หรือไม่ที่กลับเป็นหนังผีที่คุ้นตา ทว่าไม่คุ้นลิ้นเป็นอย่างยิ่ง

เพราะขนบหนังผีในยุคหลัง บ้านผีปอบ ดูเหมือนจะถูกครอบงำด้วยกลวิธีของหนังผีสองฝั่ง หนึ่งคือหนังผีจากฝั่งฮอลิวูด ที่อึกทึกครึกโครม และเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนทางภาพและเสียง มีปมเงื่อนสำหรับไขขาน เฉลยตอนจบ หักมุมเล็กน้อย และจบลงอย่างคลี่คลาย

หนังผีอีกฝั่งคือหนังผีจากญี่ปุ่น ที่สร้างฐานอำนาจใหม่ หลังความสำเร็จมหาศาลของ THE RING (ซึ่งที่จริงเป็นการสืบทอด แผ่ขยายและกลายพันธุ์ ของวงวานว่านเครือ หนังผีโบราณของญี่ปุ่นเองอย่าง KWAIDAN ซึ่งก็ขยายผลมาจากตำนานพื้นบ้านอีกที) หนังผีฝั่งนี้เน้นสภาวะเย็นยะเยียบ สร้างความกดดันคนดูด้วยความเงียบ ภูติผีคืบคลานเชื่องช้า และขับเคลื่อนด้วยแรงอาฆาต มากกว่าเหตุผลอื่นใด บางครั้ง ก็ไม่มีบทจบ มีเพียงความอาฆาตแผ่ซ่านไม่รู้จบ ภูติผีฝั่งญี่ปุ่นมักปรากฏเรือนร่างเป็นหญิงผมยาวผิวขาวเผือด อาศัยเทคนิคพิเศษแต่น้อย หากขับเน้นบรรยากาศเสียมาก

แต่เรื่องผีแบบไทยๆนั้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้หนังผีทั้งสองแบบ หากแต่หลังยุคการคืบคลานของชุมชนเมือง เรื่องผีเก่าๆที่ผูกพันอยู่กับความมืด ชีวิตท้องไร่ท้องนา ป่าเขา และ ความลึกลับของบรรพบุรุษ ก็ค่อยๆแผ่วกำลังลง จนในที่สุด หนังผีไทยทิ้งมรดกไว้เพียงหนังอย่างบ้านผีปอบ ซึ่งมาในแนวทางหนังตลกโปกฮา อาศัยผีเป็นเครื่องมือสร้างความครื้นเครง (อย่างไรก็ดี ว่ากันว่า ผีปอบ เป็นตัวแทนการต่อสู้ทางชนชั้นของคนอีสานที่น่าสนใจมากๆ (1) )

ย้อนกลับไปในยุคเฟื่องเลื่องลือของเรื่องผี (ในยุคก่อนการมีนิตยสาร เรื่องผี มิติที่ 4 และยุคก่อนหน้า ประสบการณ์อาถรรพ์ในนิตยสาร ต่วย ตูน ที่ยังเลื่องลือจนถึงวันนี้ ) มีคนเขียนเรื่องผีสองท่านที่ครอบคลุมการเขียนเรื่องสยองขวัญได้ขวัญกระเจิง คนแรกคือใบหนาด เขียนลงนิตยาสารแปลก หากยังถือว่ายังเป็นรองเมื่อเทียบกับ นักเขียนเรื่องผีต้นตำรับของไทย นั่นคือ เหม เวชกร

ครูเหม ที่จริงแล้วเป็นช่างเขียนภาพ เจ้าของสมญานาม จิตรกร มือเทวดา ครูเหมเขียนรูปไว้เป็นหมื่นๆรูป ทั้งหนังสือกระทรวงศึกษาธิการ ไปจนถึงรูปประกอบพงศาวดาร และดูเหมือนจะเป็นช่างเขียนไทยคนแรกๆ ที่วาดภาพแบบมีมิติ มีแสงเงา ว่ากันว่า บางทีครูเหมอาจเรียนวาดรูปกับฝรั่งทางไปรษณีย์ ภาพของครูเหมจึงออกมาแปลกตานัก

แต่นอกจากเป็นช่างเขียนรูปแล้ว ครูเหม ยังเป็นนักเขียนเรื่องผีคนสำคัญอีกด้วย เรื่องผีของครูเหมมักเป็นเรื่องสั้นๆ ที่เล่าแบบง่ายๆ บางครั้งก็ขึ้นต้นแบบช่วงกลางของเรื่อง บางครั้งก็เหมือนมีคนมาเล่าเรื่องผีให้ฟัง สำนวนภาษากระชับง่ายๆ และมักเป็นเรื่องผีที่ว่าด้วยความห่วงหาอาลัยของคนตาย ที่ยังผูกพันอยู่กับคนเป็น ผนวกรวมกับภาพประกอบฝีมือครูเหมเอง ที่เสริมความขนลุกจน โดดเด่นจับใจผู้อ่านมาได้ร่วมสี่สิบห้าสิบปีแล้ว

แต่สำหรับ วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง นี่เป็นเพียงหนังยาวเรื่องที่สามของเขา หนำซ้ำ สองเรื่องก่อนหน้า ได้รับการปฏิเสธจากผู้ชมชาวไทย ด้วยข้อหา เชย (ฟ้าทะลายโจร) และ ติสท์ (หมานคร) หากแต่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากต่างประเทศ ฟ้าทะลายโจรนั้น ถึงขั้นติดอันดับหนึ่งในร้อยหนังดีที่ไม่ได้จัดจำหน่ายในอเมริกาในปีที่ออกฉาย ส่วนหมานครนั้นก็พาตัวเองไปได้หลายต่อหลายเทศกาลทั่วโลก

เป็นที่ทราบกันว่า วิศิษฎ์ หลงใหล หนังไทยเก่าๆ โดยเฉพาะ หนังของ อาจารย์ รัตน์ เปสตันยี อย่างยิ่ง ฟ้าทะลายโจร เป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อ -บูชาครู- หนังไทยโบราณโดยเฉพาะ ไล่เรื่อยมาจนถึงหมานคร ที่ถึงแม้จะอยู่ในยุคปัจจุบัน แต่ วิศิษฎ์ยังอาศัยการละเลงสีฟิล์ม และ การอาศัยข้าวของประดับฉากแบบย้อนยุคจนสร้างโลกเฉพาะของป๊อด (พระเอกในเรื่อง) ขึ้นมาได้

และเมื่อวิศิษฎ์ คิดจะทำหนังผี เขาก็เลือกย้อนลึกลงไปในขนบผีไทยแบบโบร่ำโบราณ โดยอาศัย เรื่องเล่า และภาพเขียนของครูเหม เป็นแรงบันดาลใจ

ดังนั้นงานด้านภาพของหนัง จึงออกมาน่าตื่นตาตื่นใจด้วยการเลือกจัดวางภาพ แบบที่หานำมาหยุดเป็นภาพนิ่งจะได้วิธีการจัดวางภาพแบบเดียวกับภาพเขียนประกอบชุด ผี! ของครูเหม อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการให้ผีเป็นภาพเลือนรางมองทะลุเห็นฉากหลัง การวางตำแหน่งให้กลืนไปกับฉากหลังจนหากไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็น หรือการอาศัยเงาดำในแสงสลัวราง สร้างบรรยากาศขนลุกขนพองได้อย่างสุดสะพรึง (แม้ยังต้องอาศัย ผีหนวกหูอยู่มากก็ตาม) และฉากผีหลายๆฉากก็คล้ายคลึงกับงานของครูเหมอยู่มาก (เช่นฉากคนปีนลงมาจากเสาที่คล้ายคลึงกับภาพประกอบเรื่องนั่งหวย อย่างมาก )

ในขณะที่หนังใช้เรื่องเล่าแบบครูเหม แม้หนังจะยอกย้อน ซ่อนหักมุมเอาไว้ แต่การคลี่คลายเรื่องเล่าโดยสามล้อ ทำให้คล้ายคลึงกับวิธีการเล่าในเรื่องผีหลายๆเรื่องของครูเหมอย่างยิ่ง นอกจากนี้หนังยังคงเน้นย้ำประเด็นความผูกพันระหว่างคนเป็นกับคนตาย ตามแบบฉบับของครูเหมมากกว่าผีอาฆาต

เลยพ้นไปจากการบูชาครู หนังตั้งคำถามสำคัญ ดังที่วิศิษฎ์ให้สัมภาษณ์ไว้ ว่า เมื่อเรารักใครสักคน เราจะรักเขาไปจนตายหรือเปล่า

ใครบางคนเคยกล่าวว่า ความรักคือรูปแบบหนึ่งของการแสดงความเป็นเจ้าของ และ ความเป็นเจ้าของนี้เองที่มักย้อนกลับมาทำลายความรัก รูปสลักหินของคุณนายรัญจวน เขียนไว้ว่า รักเสมอ แม้สิ้นลมปราณ แต่คุณนายรัญจวนกลับย้ำกับนวลจันทร์เสมอว่า สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การสูญเสียคนรัก หากคือการสูญเสียความศรัทธาในความรัก

เพราะการแสดงออกหนึ่งของความรัก คือการครอบครองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จนแม้ตายไปแล้วก็ยังครอบครองอยู่! และเมื่อคุณนายรัญจวน สูญเสียของรัก (สามี) เธอได้สูญเสีย ความเป็นเจ้าของของเขาไปด้วย และการยึดติดอยู่กับการครอบครองในสิ่งซึ่งครอบครองไม่ได้นี่เองทำให้เธอยังคงติดอยู่ในคฤหาสน์หลังนั้น เช่นเดียวกับนวลจันทร์ ที่ยังยึดติดกับการครอบครองเป็นเจ้าของ สามีของเธออยู่เธอจึงไม่อาจทำใจยอมรับการสูญเสียนั้นได้ และกลับมายังจุดเดิมซ้ำๆ ไม่รู้จบ

หนังจึงว่าด้วยประเด็นของการยึดติดอยู่ในความรัก ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผี คือรูปแบบของผู้คนที่ยังคงยึดติดอยู่ในความรัก ทั้ง นวลจันทร์ และ คุณนายรัญจวนก็ไม่ต่างกัน ล้วนต่างติด อยู่กับความรักอันล่วงพ้นไปแล้ว จนคนหนึ่งต้องวนเวียนกลับมาซ้ำๆทั้งที่ตายไปแล้ว ขณะที่อีกคนก็รอคอยการกลับมาซ้ำๆซากๆ

หากความน่าสนใจอีกประการไม่น้อยคือ นี่เป็นอีกครั้งที่หนังผีกลายเป็น อาณาเขตของเพศหญิง ตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครทั้งหมดล้วนแต่เป็นเพศหญิงทั้งสิ้น ตัวละครชายตัวเดียวก็เป็นผีที่แทบไม่ได้ปรากฎตัวเลย

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านี่คือโลกที่เพศชายปราศจากตัวตน เพราะโลกในหนังเรื่องนี้คือโลกอันเข้มข้นด้วยสถานะชายเป็นใหญ่ ตัวละครหญิงทุกตัวในเรื่อง ล้วนเวียนว่ายอยู่ในวังวนสะพรึงนี้เพราะผู้ชายคนหนึ่ง

หนังตั้งชื่อว่า -เปนชู้กับผี- คำว่า -ชู้- นั้นเป็นคำสำหรับใช้เรียกเพศหญิงที่มีคนรักอื่นทั้งที่มีสามีแล้ว เป็นคำรุนแรง และให้ความหมายในเชิง บริภาษ หากหนังแสดงให้เห็นว่าตัวละครทั้งคู่ ล้วนต่าง เปนชู้- ทั้งสิ้น แต่คำว่าเปนชู้ในที่นี่ ขึ้นอยู่กับว่า เป็นมุมมองของผู้ใด เพราะทั้งนวลจันทร์ และคุณนาย รัญจวน ต่างอ้างสิทธิในการบริภาษอีกคนในฐานะชู้ทั้งสิ้น

การต่อสู้ของผู้หญิงทั้งสองคนในเรื่อง จึงเป็นการต่อสู้แย่งชิง สถานะ เมียหลวง และทั้งหมดยึดติดอยู่กับสถานะ ชายเป็นใหญ่
ผีในที่นี้จึงอาจมีความหมายมากว่าแค่เพียงภูตผีปีศาจ แต่อาจหมายถึง ขนบ จารีต ดั้งเดิมที่ครอบงำด้วยมายาคติ

และเมื่อหนังให้นวลจันทร์เป็นเพียงหญิงบ้านนอกที่ถูกคุณนายรัญจวนบริภาษ เรียก ไพร่ ผนวกรวมกับการให้เธอถูกผีสางประดามีในบ้านเก่าหลอกหลอนไม่รู้สิ้น นั่นอาจคือรูปแบบหนึ่งของการกดขี่ซ้ำซ้อน ในโลกชายเป็นใหญ่ (ผี คือตัวแทน จารีตในโลกชายเป็นใหญ่) และจากสตรีด้วยกันเอง (คุณนายรัญจวน ) ซึ่งอยู่ต่างชนชั้น

ดังนั้น การ -เปนชู้- กับ -ผี- ใช่หรือไม่ว่าคือการกดขี่สตรีซ้ำซ้อน ดังที่เฟมินิสต์สายหนึ่งเคยประณามเหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิสตรีว่าพวกหล่อนอกมาเรียกร้องได้ เพราะมีสตรีอีกกลุ่มหนึ่ง คอยดูแลงานการที่หล่อนต้องทำ จนหล่อนมีเวลามากพอจะคิดถึงสิทธิของตน สตรีเหล่านั้นต่างหากที่ถูกกดขี่ซ้ำซ้อนอยู่ !

ไม่ว่า วิศิษฎ์จะตั้งใจหรือไม่ (บทหนังเป็นการร่วมมือของ วิศิษฎ์ กับ ก้องเกียรติ โขมศิริ มือเขียนบทจาก ลองของ หนังผีอีกเรื่องที่มีประเด็น การกดขี่เพศหญิง และหล่อนสวนกลับด้วยศาสตร์มืด) หรืออาจเป็นเพียงอาการเพ้อเจ้อของผู้เขียน ความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องนี้ก็สะท้อนภาพจำลองของโลกสตรีได้อย่างน่าสนใจที่สุดเรืองหนึ่ง


หมายเหตุ:

(1) จากกบฎผีบุญสู่กองทัพผีปอบ(หวีดสยอง)ว่าด้วยการต่อสู้ของอีสานและลาว ในโลกความเป็นจริงและหนังผี ; กำจร หลุยยะพงศ์ รัฐศาสตร์สาร ปีที่27 ฉบับที่ 3 กย.-ธค. 48


อ่านเรื่องราวของ ครูเหม เวชกร แบบเต็มๆได้ ที่นี่

อ่านบทสัมภาษณ์ วิศิษฎ์ ได้ ที่นี่

ที่มา http://www.onopen.com
http://www.onopen.com/2006/02/1177