สุดสาคร ?หนังเด็ก? ที่ไม่ค่อยมีให้ ?เด็กไทย? ดู

Home / วิจารณ์หนัง / สุดสาคร ?หนังเด็ก? ที่ไม่ค่อยมีให้ ?เด็กไทย? ดู

การที่ได้ไปชมภาพยนตร์รอบสื่อมวลชนเรื่อง สุดสาคร ของค่ายโมโนฟิล์มแล้วได้เห็นภาพที่พ่อแม่จูงลูกจูงหลานมาดูหนังกันคึกคัก และเด็กๆ ก็ออกอาการตื่นเต้นที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ ทำให้รู้สึกขึ้นมาว่า วงการหนังไทยเรามี หนังเด็ก หรือหนังที่สร้างออกมาเพื่อหวังจับกลุ่มเป้าหมาย เด็กๆ น้อยเต็มที

ทั้งที่ความจริง กลุ่มเด็ก เป็นกลุ่มที่มีมากมายพอที่จะทำให้หนังสักเรื่องกลายเป็น หนังทำเงิน ขึ้นมาได้เช่นกัน เพราะว่าเด็กๆ เหล่านี้เองที่จะออดอ้อนให้คุณพ่อคุณแม่พามาดูหนัง ซึ่งสุดท้ายก็จะกลายเป็นกลุ่มที่ ดูกันทั้งครอบครัว มาเป็นลูกค้า

ทุกวันนี้ เด็กไทย ส่วนใหญ่ต้องอาศัย มั่วนิ่ม ดูหนังที่ไม่ได้ตั้งใจสร้างเพื่อกลุ่มตัวเองโดยเฉพาะ ไม่รวม หนังผี หนังแอ็กชัน หนังที่แข่งขันขาย เซ็กซ์ และความรุนแรงแล้ว อีกหลายเรื่องที่อ้างว่า ดูกันได้ทั้งครอบครัว ทุกเพศทุกวัย ก็อุดมด้วย คำหยาบ ประเภท เหี้ย ห่า สารพัดสัตว์ วิ่งเล่นกันยั้วเยี้ย

เห็นอย่างนี้แล้ว ก็อย่าไปโทษเด็กเลย ที่เด็กไทยจะหันไปฝากความบันเทิงไว้กับ เกม, หนังทีวีญี่ปุ่น ในเมื่อ คนทำหนังไทย เหมือนลืมพวกเขาไปแล้ว

ในมุมนี้ผมถือว่า สุดสาคร เป็นหนึ่งในความตั้งใจดีที่หวังจะสร้างหนังเพื่อเด็กๆ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นไอเดียที่น่าสนับสนุน

สุดสาคร – ความตั้งใจดีที่มี แต่…

ความสำเร็จของหนังเรื่อง พระอภัยมณี ที่แจ้งเกิดให้ หญิง-จุฬาลักษณ์กฤติยารัตน์ ในบท นางเงือก จนดังเปรี้ยงปร้าง และกลายเป็นหนังไทยสร้างประวัติศาสตร์ เมื่อเจอกรณีถูกสั่งห้ามฉายในโรงภาพยนตร์ จนผู้สร้างต้องนำไปเป็น หนังแผ่น แทน และก็กลายเป็น หนังวีซีดีเรื่องแรกที่ทำรายได้ถึงล้านบาท จนกลายเป็นหนังที่เปิดตลาดธุรกิจหนังวีซีดีให้บูมสุดขีด จนมีผู้สร้างแห่หันมาสร้างหนังวีซีดีจนอย่างคึกคักสุดๆ

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ผู้สร้างสร้างภาคต่อในชื่อ สุดสาคร แต่ย้ายจากค่ายเดิมออกมาตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ บริษัท โมโนฟิล์ม จำกัด ที่ใช้เวลาถึง 3 ปีในการปั้นภาคต่อ สุดสาคร เรื่องนี้ โดยมี สุรชัย แสงอากาศ ที่เคยรับบท พระอภัยมณี กลับมารับบทเดิม ขณะที่บทอื่นๆ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลง

หลังที่จากได้ดูแล้วก็ต้องยกนิ้วให้ในความตั้งใจของผู้สร้าง ที่กล้าหยิบเอาวรรณคดีไทยคลาสสิกเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ แทนที่จะปล่อยให้เป็นแค่ตัวอักษรอยู่ในหนังสือ หรือเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาเท่านั้น ซึ่งนี่น่าจะเป็นครั้งที่ตัวละครสุดคลาสสิกของ สุนทรภู่ มีชีวิตโลดแล่นแบบตัวเป็นๆ ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจที่สุด

แต่น่าเสียดายที่ โดยรวมแล้วถือว่า หนังยังทำออกมาได้ไม่ดีนัก การเล่าเรื่องดูไม่ลื่นไหล หนังออกมาเหมือนนำเอาฉากต่างๆ มาเรียงต่อๆ กันเพื่อเล่าเรื่องให้จบ มันจึงไม่อาจสร้างอารมณ์ร่วมไปกับได้อย่างพริ้วไหว ทั้งยังต้องมาสะดุดอารมณ์กับองค์ประกอบอื่นๆ อีก ที่ล้วนแต่มาบั่นทอนความรู้สึกประทับใจลงไปอีก

น้องแน็ค ชาลี ไตรรัตน์ ที่แจ้งเกิดมาจากหนังสุดฮิต แฟนฉัน เล่นเรื่องนี้ก่อนที่จะเล่นเรื่อง เด็กหอ แต่เพราะความที่หนัง สุดสาคร ต้องใช้เวลาทำเทคนิคด้านภาพอยู่นาน เลยทำให้ เด็กหอ ได้ออกฉายก่อน ผู้ชมจึงจะได้เห็นน้องแน็คในสภาพยังเด็กเอ๊าะๆ

จาก แฟนฉัน ที่เขาได้บทที่ใกล้ตัว แต่มาเรื่องนี้เขาต้องเปลี่ยนมาเล่นบทที่ไกลตัวในหนังแฟนตาซีอย่างนี้ น้องแน็ค ก็เลยเล่นได้ แข็งและไร้อารมณ์มั่กๆ

จะมีที่พอเป็นสีสันได้หน่อยก็คือ ชีเปลือย ที่ทั้งภาพลักษณ์และการแสดงโดดเด่นในแง่สร้างความน่าชิงชังได้ดี (อันนี้เป็นคำชม) ส่วนรายอื่นๆ ที่เหลือที่พอจะได้เห็นแอ็กติงกันหน่อยก็คือ ภาณุเดช วัฒนสุชาติ ในบท อุศเรน และ พชร แก้วเพชร ในบท ศรีสุวรรณ ส่วนที่เหลือก็โผล่กันมาคนละนิดละหน่อย รวมทั้ง สุรชัย แสงอากาศ ในบท พระอภัยมณี ที่กลายเป็นตัวประกอบไป

เปมมณี สังข์กร ในบท นางเงือก ตัวละครหญิงเดียวที่มีบทเด่นที่สุด เธอมีหน้าตาที่ดูคล้ายน้องแน็คอยู่เหมือนกัน แต่ก็ขาดเสน่ห์ที่สะดุดตาเรียกความสนใจได้อย่างที่ หญิง-จุฬาลักษณ์ เคยทำได้ และยิ่งบทของเธอน้อยนิด ก็เลยกลายเป็นตัวประกอบที่พร้อมจะถูกมองข้ามได้ในทันที

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่เปิดโอกาสให้ได้โชว์กันเต็มที่ ก็ออกมาแบบไม่เข้าตาเท่าที่ควร โดยรวมออกมาแบบ รุ่มร่าม ขัดตา ที่ไม่ชอบเลยก็คือ สุดสาคร ทั้งทรงผมและเสื้อผ้า ทำให้ น้องแน็ค ดูเหมือน ทัดดาว บุษยา ตอนปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชายยังไงไม่รู้

ด้านเทคนิคพิเศษ ที่ผ่านมาเคยนึกชื่นชมค่ายโมโนฟิล์ม ที่ดูจะตั้งใจสร้าง หนังขายเทคนิค กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ตั้งแต่ เสือคาบดาบ, ไพรรีพินาศซึ่งก็ถือว่าดี เพราะว่ากับหนังแนว แฟนตาซี ถือว่ามีคู่แข่งน้อย การที่มีค่ายหนังสักค่ายหันมาเน้นสร้างหนังแนวนี้ก็น่าจะทำให้หนังไทยมีความหลากหลายยิ่งขึ้น

ซึ่งใน ไพรรีพินาศ ทีมงานเคยทำเทคนิคพิเศษเอาไว้ได้ดีทีเดียว แต่เรื่องนั้นมีเรื่องราวที่เข้มข้นอยู่แล้ว เทคนิคพิเศษมาเป็นส่วนประกอบเสริม แต่กับ สุดสาครงานซีจีเป็นจุดเด่นสำคัญของหนัง ฉะนั้นจึงเข้าทำนอง ยิ่งทำมากก็ยิ่งเห็นข้อบกพร่องเยอะแม้จะมีบางฉากที่ทำได้เข้าท่า แต่อีกหลายฉากกลับดู ไม่เข้าตากรรมการเท่าที่ควร

แต่จุดหนึ่งที่ชื่นชมก็คือ การที่ได้เห็น ม้านิลมังกร แบบตัวเป็นๆ เห็นกันจะๆ ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ผู้กำกับฯ และทีมทำเทคนิค ได้ทำให้ ฝันเป็นจริง สำหรับใครที่เคยอ่านวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณี มา ต่างก็ต้องรู้จัก ม้านิลมังกร ได้ดี แต่นั่นก็ได้แต่จินตนาการเอาเองแต่หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณได้เห็น ม้านิลมังกร กันแบบตัวเป็นๆ ดีไซน์ออกมาได้น่าสนใจ ถือเป็นการช่วยสานจินตนาการให้เป็นจริง

แต่บรรดา ผีเสื้อยักษ์ สัตว์ร้ายตัวเด่นในเรื่อง เวลาโคลสอัพที่หน้าก็ดูน่ากลัวดีแต่พอเห็นเต็มตัว มันดูเหมือน นายแบบนางแบบที่ใส่ชุดผ้ายืดรัดรูป โชว์เพนต์ตัวตามงานแฟนตาซีปาร์ตี้ซะมากกว่า

ความจริงยังมีมากกว่านี้ แต่ขอเอาแค่นี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะเจอข้อหา บ่อนทำลายหนังไทย ทำให้ผู้สร้างเสียความตั้งใจ

ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้เอง ที่ทำให้ไม่อาจดื่มด่ำไปกับเรื่องราวจากวรรณคดีไทยสุดคลาสสิกที่กลายมาเป็นภาพยนตร์ไทยแฟนตาซีฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่

บางมุมที่น่าเสียดาย

แต่โดยรวมแล้ว ก็ยังมีบางมุมที่ผมชอบผมจากหนังเรื่องนี้ ผมชอบ ความหม่นมืด ของโทนหนัง ผู้กำกับฯ ไกรสร บูรณสิงห์ ที่เคยฝากผลงานไว้จาก มหาอุตม์ ทำให้ สุดสาคร ออกมาในอารมณ์ที่หม่นมืด ที่ทำให้ผมนึกถึง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ ขึ้นมาทันที

ผู้กำกับฯ ทำให้ผมเห็นว่า ความจริงเราสามารถจะสร้าง พระอภัยมณี ให้เป็นหนังไทยไตรภาค ในแบบที่ เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ได้เลย โดยว่ากันตาม ตัวละครหลัก คือ พระอภัยมณี, สุดสาคร และสินสมุทร ทั้งยังอาจจะเน้นแยกไปที่ตัวละครอื่นได้อีกอย่าง ชีเปลือย ที่มีสีสันโดดเด่น

และเรื่องราวการผจญภัยของ สุดสาคร จะว่าไปก็เป็นการผจญภัยที่มีสีสัน และสามารถจะทำให้ออกมาสนุก ตื่นเต้น ระทึกได้ไม่แพ้การผจญภัยของ แฮร์รี่ พอตเตอร์เลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ผู้กำกับฯ ไม่ได้ จัดการขยี้ ในส่วนนี้ให้เต็มที่

ดังนั้น ในฉากต่อสู้ ผู้ชมจึงจะได้เห็น สุดสาคร เอาแต่ เหวี่ยงไม้เท้าไปมา ปล่อยแสงวาบๆ เป็นพักๆ ทั้งที่การเป็นลูกศิษย์ของฤาษี น่าจะทำให้เขาได้ร่ำเรียนวิชาอะไรมาได้มากกว่า วิชาเหวี่ยงไม้เท้า อย่างนั้น ซึ่งถ้าเน้นในส่วนนี้ให้มากอีกหน่อย ก็น่าที่จะถูกใจเด็กๆ มากขึ้น

แล้วก็หันไปลดฉากที่ ชีเปลือยลงอาบน้ำกับสาวๆ ที่อวดนมต้มลงซะ ก็น่าจะทำให้พ่อแม่ที่พาลูกหลานไปดู ดูหนังเรื่องนี้ด้วยความสะดวกสบายใจมากขึ้น

ความนัยที่ซ่อนเร้น

อย่างไรก็ตาม การที่ได้ดู สุดสาคร ก็ทำให้ผมรู้สึกอยากจะกลับไปอ่านวรรณคดีไทยเรื่อง พระอภัยมณี เพราะหนังเรื่องนี้ทำให้ผมได้เห็นร่องรอยหลายอย่างของวรรณคดีเรื่องนี้ที่น่าจะนำมาตีความกันใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยนี้ ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ

คุณรู้สึกมั้ยว่า พระอภัยมณี เป็นผู้ชายที่มีรสนิยมในแบบ ชอบลองของแปลก เมียตนหนึ่งก็เป็น ยักษ์ อีกนางก็เป็น เงือก อีกทั้งภาพลักษณ์การเป็น ชายหนุ่มอารมณ์ติสต์ ที่เลือกเรียนวิชาเป่าปี่แทนวิชาการต่อสู้อย่างน้องชายคือ ศรีสุวรรณ

รวมทั้งการที่เป็นเขา ถูกยักษ์ลากไป ผู้ร้ายลากมา ให้น้องชาย และลูกชาย ตามไปช่วย ทำให้รู้สึกว่า พระอภัยมณี ดูเป็น หนุ่มหล่อเจ้าสำอาง อารมณ์ไหว ทำให้คิดว่า บางที พระอภัยมณี อาจจะเป็น หนุ่มเมโทรเซ็กชวล รุ่นแรกเลยนะนั่น (ไม่รู้ว่าตอน นางเงือกเผลอ แอบเอาหวีของนางเงือกมานั่งหวีผมตัวเองบ้างอ๊ะเปล่า)

หรือการที่ ชีเปลือย หลอกล่อ สุดสาคร ว่าจะสอนวิชาให้ แต่กลับผลักสุดสาครตกถ้ำ แล้วขโมยเอาไม้เท้าไป ถ้าเป็นสมัยนี้ ชีเปลือย ก็คือ ชายโรคจิตที่ชอบหลอกเด็กไปปู้ยี้ปู้ยำ เป็นหนึ่งใน ภัยสังคม ที่มีให้เห็นกันบ่อยๆ

ซึ่งมองในมุมนี้ คำของ ท่านสุนทรภู่ ที่บอกว่า แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันสุดแสนลึกล้ำเหลือกำหนด ถือว่า ยังใช้ได้ดีในทุกยุคสมัยจริงๆ

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นึกออก แต่คาดว่าถ้าได้กลับไปอ่านอีกรอบ บางทีอาจจะนึกออกอีกหลายประเด็น

แต่สิ่งหนึ่งที่หนังตั้งใจบอกผู้ชมก็คือ ประเด็นที่สอนให้ รู้จักให้อภัย ดังตอนที่ สุดสาครยอมให้อภัย ชีเปลือย และฉากที่ พระอภัยมณี ยอมให้อภัย อุศเรน หลังจากที่อุศเรนแพ้รบกับ ศรีสุวรรณ สมชื่อ พระอภัย

ถือเป็น มุมดีๆ ที่หนังฝากให้เด็กๆ กลับไปคิด อย่างน้อยก็ได้เห็นว่า พ่อ-ลูก พระอภัยกับ สุดสาคร มีนิสัยที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ การรู้จักให้อภัย กับมุมในเรื่อง ความสัมพันธ์ของพี่กับน้อง การที่ได้เห็น ศรีสุวรรณพาเพื่อนตามมาช่วยพี่ชายอย่าง พระอภัย

มุมเหล่านี้น่าจะทำให้รู้สึกประทับใจได้มากขึ้นอีก แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้รับการขับเน้นให้โดดเด่นเท่าที่ควร ความจริงถ้าลดฉากรบพุ่งที่ดูรุนแรง กับฉากโชว์หวิวลงไปหน่อย แล้วเอามาเน้นฉากชวนประทับใจเหล่านี้ ก็น่าจะทำให้นี่เป็นหนังที่ดูกันได้ทั้งครอบครัว ดูกันได้อย่างสะดวกใจมากยิ่งขึ้น เพราะว่าโดยภาพรวมของหนังแล้ว นี่ไม่ใช่หนังที่คุณจะใส่ฉากโชว์นม โชว์ความรุนแรง เพื่อหวังหวังดึงกลุ่มผู้ชมเพศชาย (หื่น) เลย

บางทีอาจเป็นเพราะได้ผู้กำกับที่ชื่นชอบงานเทคนิคพิเศษ ก็เลยหันไปพุ่งในเรื่อง เทคนิคพิเศษ จนดูพร่องในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ตัวละคร โดยรวมจึงออกมาดูแห้งแล้งขาดชีวิตชีวา ถ้ามีโอกาสสร้าง ภาคต่อ ช่วยกรุณาเติมชีวิตชีวาเพิ่มให้สัก 50-60 เปอร์เซ็นต์ก็น่าจะทำให้หนังออกมาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นหนังที่คุณพ่อคุณแม่สมควรจะพาลูกๆ หลานๆ ไปดูกัน เพราะสมัยตอนที่ผมเป็นเด็ก สุดสาคร ที่ผมได้เห็น เป็นแค่ ตัวการ์ตูน เท่านั้น นี่คุณจะได้เห็นแบบ ตัวเป็นๆ เทคนิคพิเศษแพรวพราวตระการตา แล้วคุณจะไม่พาลูกหลานไปดูเพื่อเสริมสร้างสร้างจินตนาการสักหน่อยหรือ

อย่างน้อยก็เพื่อให้กำลังใจคนทำหนังไทย จะได้มีกำลังใจสร้างหนังแฟนตาซีออกมาให้ดูกันอีกเยอะๆ

ที่มา สยามรัฐ