Jump! Boys

Home / วิจารณ์หนัง / Jump! Boys

โดย ต้นทองหลาง

ประเทศไต้หวันมีชื่อเสียงด้านภาพยนตร์ ซึ่งได้รับรางวัลประเภทต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะรางวัลออสการ์ มีเนื้อหาสื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวไต้หวันในยุคต่างๆ ทำให้คนไทยได้เข้าใจแก่นแท้และรากฐานที่แท้จริงของชาวไต้หวันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะแรงบันดาลใจของคนไต้หวันกล้าเผชิญท้าทาย สามารถพัฒนาประเทศที่ติดอันดับต้นๆ ทางด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งศักยภาพทางด้านการเงิน การทหารที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง

“Jump! Boys” เป็นภาพยนตร์ 1 ใน 10 เรื่องของ โครงการเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวัน ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดย สถาบันไทยคดีศึกษา ร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย และ สำนักหอสมุดปรีดี พนมยงค์

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เป็นการนำเสนอภาพยนตร์สารคดีในรูปแบบใหม่ ด้วยฝีมือ หลิน ยู่ เคี่ยน ผู้กำกับฯภาพยนตร์สารคดีคว้ารางวัลยอดเยี่ยมและดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจากเวทีม้าทองคำในเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวัน ทั้งยังเป็นภาพยนตร์สารคดีทำเงินมากกว่า 1 ล้านเหรียญไต้หวัน สูงสุดในประวัติศาสตร์ไต้หวัน ด้วยทุนสนับสนุน 4 แสนเหรียญไต้หวัน จากกระทรวงวัฒนธรรม

ผู้ชมได้รับความสนุกสนานและอรรถรสอย่างเต็มที่ แทรกด้วยเรื่องขบขันในจังหวะที่ราบรื่น ความร่าเริงของเด็กๆ ที่เล่นกีฬายิมนาสติค หลายครั้งตบตีชกต่อยทะเลาะกันประสาเด็กจนหัวบวมปูด บางครั้งก็หลั่งน้ำตาเมื่อซึมซับความรู้สึกเจ็บปวดจากการฝึกยิมนาสติคด้วยความยากลำบากและต้องอดทน จนประสบความสำเร็จได้รับเหรียญรางวัลกันทุกคน

เด็กผู้ชายวัย 8-12 ขวบ จำนวน 7 คน เข้ามาเป็นนักเรียนยิมนาสติค ด้วยอุปนิสัยและอารมณ์พื้นเพครอบครัวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเด็กเหล่านี้มีความใสบริสุทธิ์ มีวินัย อดทน และมีความใฝ่ฝันที่จะสานฝันให้เป็นจริงได้แม้ว่าวันเวลาจะต้องผ่านไปหลายสิบปีก็ตาม หลังเลิกเรียนแล้ว เด็กทั้ง 7 คนไม่ได้ไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือไปนั่งกินอาหารขยะ หากแต่พวกเขาวิ่งไปที่โรงยิมฯเพื่อฝึกซ้อมโดยมีโค้ชฝึกเข้มที่แสนจะดุคอยกำกับและควบคุมด้วยการเฝ้าจับตามองทุกฝีก้าว ด้วยความเชื่อมั่นเขาจะฝึกเด็กเหล่านี้ประสบความสำเร็จบนเวทีกีฬาโอลิมปิค

ด้วยมุมฮาๆ หลายตอนที่ผู้กำกับการแสดงตั้งคำถามกับเด็กๆ ในขณะที่เด็กผู้ชายมีสมาธิใจจดใจจ่อกับการฝึกซ้อมยิมนาสติคโดยไม่ได้หันไปดูสิ่งรอบตัว “เด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังฝึกยิมนาสติคหน้าตาน่ารักไหม” ทำให้เด็กผู้ชายหันหลังไปมองและหัวเราะเมื่อตอบคำถามว่า “น่ารัก” หรือคำถามว่า “โค้ชดุไหม” “เจ็บอย่างนี้แล้วทำไมไม่ออกไป ฝึกอยู่ทำไม” “ต้องการอะไรหรือ” เด็กหลายคนตอบคำถามแบบกล้าๆ กลัวๆ โค้ชจะได้ยินว่า ค่อนข้างดุ แต่รับได้ สาเหตุที่เข้ามาเล่นยิมนาสติคเพราะอยากสูง มีหุ่นดี และมีความสุขกับการเล่นยิมนาสติค

กรณีโค้ชให้รางวัลล่อใจเมื่อเด็กทั้ง 7 สามารถฝึกยิมนาสติคได้ดี แม้แต่รางวัลสุดท้าย ท็อฟฟี่นมที่เด็กคนหนึ่งได้รับฉายาว่าท็อฟฟี่แอนได้รับเป็นประจำ เพราะติดอันดับบ๊วยทุกครั้งไป เด็กคนนี้ไม่ชอบกินท็อฟฟี่นมก็ต้องฮึกเหิมเอาชนะเพื่อจะขยับตำแหน่งตัวเองขึ้นมา เพื่อจะได้มีโอกาสเลือกรางวัลสำหรับตัวเองที่ไม่ใช่ท็อฟฟี่นมอย่างทุกครั้งไป

การร้อยเรียงผูกเรื่องกีฬายิมนาสติคโดยผ่านคำบอกเล่าของโค้ชและความประทับใจของเด็กทั้ง 7 คน แม้จะร้องไห้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เด็กทั้งหมดก็มีจินตนาการจากการฝึกยิมนาสติคได้รับความสนุกสนาน จากการสมมุติตัวเองเป็นซุปเปอร์แมน

พ่อแม่ส่งลูกมาเรียนยิมนาสติคส่วนหนึ่งไม่มีเวลาที่จะเลี้ยงดูลูก ด้วยต้องทำมาหากิน ประกอบกับในวัยนี้เด็กซุกซนมาก เมื่อเด็กบางคนฝึกหัดจนแก่กล้าเวทีแล้วก็มาแสดงในตลาดก็ได้รับรางวัลจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นเพื่อนพ่อแม่ให้เป็นของกิน เครื่องดื่ม ผลไม้เป็นรางวัล

การออกกำลังกายในวัยเด็กจะช่วยทำให้เด็กเคลื่อนไหว สนองตอบความต้องการซุกซนและการไม่ยอมหยุดอยู่นิ่ง เป็นการฝึกความคล่องตัวและความอ่อนตัวในส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้เด็กรู้จักการควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี ยิ่งฝึกตั้งแต่เด็กเล็กจะทำให้การตัดสินใจด้านประสาทและกล้ามเนื้อมีส่วนสัมพันธ์กัน ทั้งยังเป็นการฝึกทักษะ ความเคลื่อนไหวในขั้นยากๆ เมื่อเติบโตขึ้น ขณะเดียวกันเด็กจะได้รับความเพลิดเพลินจากฝึกกีฬายิมนาสติค แต่ทั้งนี้พ่อแม่และโค้ชอย่าตั้งความหวังไว้มาก เพราะทำให้เด็กกดดันและเกิดความเครียด

แม้ว่าการฝึกซ้อมจะหนักหนาเพียงใด แต่เด็กเหล่านี้ไม่เคยท้อถอยแม้สักก้าวเดียว เมื่อร้องไห้เสร็จแล้วเนื่องจากเจ็บกล้ามเนื้อ ก็ยังคงซ้อมต่อไป โกรธเคืองกันเพราะอารมณ์ไม่ดีทะเลาะตบตีกันจนหัวโนกันไปข้างหนึ่งแล้ว ก็ยังคงซ้อมต่อไป หกล้มเพราะพลาดก็หลายครั้งแต่ก็ยังลุกขึ้นมาซ้อมต่อไปอีก แม้ร่างกายจะบาดเจ็บเลือดไหลหรือหัวบวมปูดสักเพียงใด เด็กเหล่านี้ยังตั้งหน้าตั้งตาซ้อมอย่างหนักหน่วงตามคำสั่งของโค้ชที่ทำงานอย่างบ้าคลั่ง และด้วยความรักประหนึ่งว่าเด็กเหล่านี้คือลูกของตัวเอง จนไม่มีเวลาติดต่อกับเพื่อนร่วมทีมเหมือนคนอื่นเขา เพราะเขาทุ่มเทให้กับเด็กเหล่านี้จนไม่มีเวลาเหลือให้กับอย่างอื่นอีกแล้ว


ภาพยนตร์สื่อที่ไร้พรมแดนที่ได้รับการคัดเลือกให้ชมนอกจากเรื่องนี้ก็มีเรื่อง “Bear Hug” ,”Grandma And Her Ghost” ผลงานกำกับการแสดงของ Shaudi Wang เรื่อง “The Wedding Banquet” ผลงานกำกับการแสดงของอั้ง ลี่ “Tigerwomen Grow Wings” ผลงานกำกับการแสดงของ Monika Treut ผู้กำกับฯหญิงชาวเยอรมัน “Stone Dream” ผลงานกำกับการแสดงของ Chen Ti Kuo เรื่อง “Let It Be” ของ ฉวน ลุน เย็น

เรื่อง “Bear Hug” “ต้าจวิน” เด็กชายผู้ว้าเหว่อายุ 9 ขวบ พ่อแม่แยกทางกัน แม่เป็นแอร์โฮสเตส ในขณะที่พ่อมีงานยุ่ง ต่างไม่มีเวลาให้ลูกชาย แม่จะมาเยี่ยมได้เฉพาะมีไฟลท์บินในไต้หวัน มาหาลูกแบบเหนื่อยสลบไสล อยากจะนอนในขณะที่ลูกชายก็อยากเล่นนอนกอดแม่ ทั้งสองจ้าง “ยี่เฟิน” เด็กสาวร่างจ้ำม่ำวัย 16 มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องมาดูแลเป็นพี่เลี้ยง ครอบครัวยี่เฟินยากจน การเป็นพี่เลี้ยงเพื่อช่วยเหลือครอบครัวขณะเดียวกันก็อยากได้เงินก้อนหนึ่งเพื่อซื้อตุ๊กตาแม่หมีกอดลูกหมีซึ่งเป็นอ้อมกอดที่เธอไม่เคยได้รับจากแม่ที่งานยุ่งเหยิงเช่นเดียวกัน ยี่เฟินชักชวนต้าจวินไปดูตุ๊กตาหมี และต้าจวินก็ให้คำมั่นสัญญาว่าเขาจะสะสมเงินให้ยี่เฟินซื้อตุ๊กตาหมีให้ได้

เด็กทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน กลั่นแกล้งกัน บางครั้งก็เบื่อหน่ายกันตามประสาเด็กที่คอยขัดใจกันอยู่เสมอๆ มีอยู่วันหนึ่งต้าจวินไปเล่นกับเด็กโตกว่าและพาเข้ามาเล่นต่อในบ้าน เด็กโตเหล่านี้เล่นคอมพิวเตอร์เปิดอินเตอร์เน็ตดูภาพโป๊ และยังเล่นพิเรนทร์กับยี่เฟิน เธอจึงไปฟ้องพ่อของต้าจวิน

ต้าจวินมีบาดแผลจากการเป็นเด็กบ้านแตก มักจะก่อเรื่องที่บ้านและที่โรงเรียนเป็นประจำ เรียนหนังสือไม่ได้ดี แล้ววันหนึ่งพ่อก็ตัดสินใจบอกต้าจวินว่าจะส่งไปเรียนต่อต่างประเทศ ต้าจวินไม่ยอมหนีออกจากบ้าน แกล้งสร้างเรื่องว่าถูกจับตัว โทรศัพท์ไปฝากข้อความไว้กับแม่ ที่สุดต้าจวินเข้าไปอยู่ในร้านขายตุ๊กตาหมีและนอนหลับภายใต้อ้อมกอดของหมี ในขณะที่ทั้งพ่อแม่และยี่เฟินตามหาต้าจวินกันอย่างจ้าละหวั่น โดยยี่เฟินเป็นคนคิดว่าต้าจวินน่าจะมาอยู่ที่ร้านตุ๊กตาหมี เรื่องนี้สะท้อนถึงปัญหาสังคมของเด็กบ้านแตกในประเทศไต้หวัน

ในขณะที่เรื่อง “Grandma And Her Ghost” ด้วยฝีมือผู้กำกับการแสดงคนเดียวกัน การ์ตูนเรื่องนี้ชนะรางวัลภาพยนตร์ขวัญใจเด็กในเทศกาลภาพยนตร์เด็กนานาชาติชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2542 “โต้วโต้ว” วัย 5 ขวบ แม่พามาอยู่กับยายในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในช่วง 7 เดือน ที่มีพายุไต้ฝุ่นเข้ามากระหน่ำไต้หวันพอดี

บ้านของยายแปลก กำแพงบ้านเปียกชื้นและเต็มไปด้วยเห็ด บริเวณบ้านมีห้องมืดที่มีกระป๋องแปลกๆ กองอยู่เต็มไปหมด ยายคอยตักเตือนไม่ให้โต้วโต้วแตะกระป๋องพวกนั้น แต่โต้วโต้วไม่ค่อยเชื่อ ด้วยความซุกซนและไม่ระมัดระวังทำให้กระป๋องใบหนึ่งเปิดออก หลังจากนั้นเขาจึงได้พบกับพลังวิเศษของยายซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน เป็นการพาเขาไปสู่การผจญภัยอันลึกลับและน่าตื่นเต้น สนุกสนานอย่างยิ่ง

ภาพยนตร์ 10 เรื่อง ที่นำมาฉายนั้นหลากเรื่องหลากรส ขอปรบมือดังๆ ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำภาพยนตร์ดังกล่าวมาเผยแพร่

ภาพยนตร์เป็นส่วนหนึ่งของโลกไร้พรมแดนที่เราได้ซึมซับได้เป็นอย่างดี

ที่มาจากหนังสือพิมพ์