เก๋า เก๋า เป็นศิลปินอย่างไรให้ ?อมตะ?

Home / วิจารณ์หนัง / เก๋า เก๋า เป็นศิลปินอย่างไรให้ ?อมตะ?

ในฐานะที่เป็น คนสุดท้าย ของทีม ผู้กำกับหนัง แฟนฉัน หรือ กลุ่ม 365 ฟิล์ม ที่ทยอยกันปล่อยผลงาน กำกับฯ เดี่ยว ออกมาทีละคน เชื่อว่า บอล-วิทยาทองอยู่ยง คงต้องหวั่นไหวอยู่พอควรทีเดียว กับผลงานเรื่อง เก๋า เก๋า ที่เพิ่งจะลงจอไปหมาดๆ ด้วยว่า รายแรก เอส-คมกฤษ ตรีวิมล ออกสตาร์ตไปได้อย่างสวยงามจากผลงาน เพื่อนสนิท ที่ฮิตเกินคาดหมาย ก่อนจะตามด้วย ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กันจาก เด็กหอ และตอกย้ำด้วยความสำเร็จของ ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร จาก Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ก่อนจะมาเพลี่ยงพล้ำไปหน่อย เพราะ ความผิดพลาดทางเทคนิค ที่ทำให้ผลงาน หมากเตะ รีเทิร์นส ของ ปิ๊ง-อดิศร ตรีสิริเกษม ลงสนามอย่างไม่สมบูรณ์เต็มฟอร์มนัก ด้วยสาเหตุที่รู้ๆ กันอยู่ กระทั่งมาถึง เก๋า เก๋า เป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของผู้กำกับฯ ทีมนี้

หนังมากับลุคที่ชวนให้นึกถึงหนังก่อนหน้านี้อย่าง ทวารยังหวานอยู่ กับการเป็นหนังในอารมณ์ ถวิลอดีต ในแบบมุ่งคารวะต่อศิลปินเพลงรุ่นเก่า นำแสดงโดยศิลปินเพลงรุ่นใหม่ในอารมณ์ตลกเฮฮา

ทวารยังหวานอยู่ เป็นผลงานกำกับฯ ของ พิ้งค์-พรชัย แสดงความคารวะต่อศิลปินดังในอดีตอย่าง วงแมคอินทอช นำแสดงโดย น้อย วงพรู

เก๋า เก๋า เป็นผลงานกำกับฯ ของ บอล-วิทยา แสดงความคารวะต่อศิลปินเพลงวง ดิ อิมพอสสิเบิล นำแสดงโดย โจอี้ บอย

อารมณ์เซอร์แบบติสต์แตก บวกอารมณ์ขันๆ ที่เจ้าตัวเรียกว่า มุกควายๆ ให้ผลลัพธ์ที่ต้องถือว่า ไม่เข้าเป้า เท่าที่ควร มาถึง เก๋า เก๋า ด้วยลุคที่ใกล้เคียงกันจุดเด่นที่คล้ายคลึงกัน ทำให้อดที่จะคิดไม่ได้ว่า หนังอาจจะมาในอารมณ์เดียวกัน และจบลงแบบเดียวกัน

แต่ความจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น!

หนังเตือนใจศิลปิน

หนังพาผู้ชมย้อนอดีตไปในปี พ.ศ.2512 ในช่วงที่งานเพลงของไทยกำลังฮิตกับ วงสตริงคอมโบ ณ วันนั้นศิลปินเพลงสุดฮิตก็คือ วงพอสสิเบิล ที่ระเบิดความฮิตไปทั่วหัวระแหง มีแฟนเพลงทั่วประเทศ ไม่มีใครไม่รู้จักพวกเขา ซึ่งประกอบด้วย ต๋อย (โจอี้ บอย) ร้องนำ, โป้ (โป้ โยคีเพลย์บอย) มือกีตาร์, สอง (สอง พาราด็อกซ์) มือเบส, น็อต (น็อต-ยุทธนา) มือคีย์บอร์ด และเบ๊ (โบ โอโซน)

ความฮิตในฐานะซูเปอร์สตาร์ พาให้พวกเขาหลงระเริงไปกับชื่อเสียงความสำเร็จ วันๆ ถือคติ ไม่ซ้อม มาสาย เมาเหล้า มั่วคิว หม้อหญิง เป็นที่ระอาของผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะต๋อย ที่สนุกกับการ ฟันหญิง จนลืมว่าตนเองมีแฟนอยู่แล้วอย่าง สตรอว์เบอร์รี่(รถเมล์-คะนึงนิจ)

แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็ได้รับบทเรียนสำคัญ เมื่อจู่ๆ เกิดได้รับของขวัญเป็นไมค์สีชมพูรูปทรงแปลกๆ ต๋อยนำขึ้นไปใช้ร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตด้วย และแล้วในขณะร้องเพลงอยู่บนเวที ท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่สนั่นหวั่นไหวของแฟนเพลง ก็เกิดแสงประหลาดวาบขึ้นที่ไมค์ประหลาดและที่ตัวของสมาชิกในวง

กว่าจะรู้ตัว พวกเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ในยุคปี พ.ศ.2549 ยุคที่แฟนเพลงกำลังคลั่งไคล้กับศิลปินวงร็อกขาเดฟอย่าง พี่ตูน บอดี้สแลม, ดนตรีฮิพฮอพสุดแนวอย่าง บุดดา เบลสต์ ฯลฯ

พวกเขากลายเป็นวงโนเนมที่ไม่มีใครให้ความสนใจ พวกเขาเป็นเหมือนตัวประหลาด ที่ร้ายกว่านั้น พวกเขาต้องเจอกับการอาละวาดของ แผ่นผี ซีดีเถื่อน หลังจากที่ผจญในโลกใหม่ได้พักใหญ่ ทุกคนก็ลงความเห็นว่า จะต้องหาทางกลับไปในยุคที่พวกเขามาโดยเร็วที่สุด ด้วยการจัดคอนเสิร์ตขึ้นอีกครั้ง และหวังว่าเสียงกรี๊ดของแฟนเพลงจะนำพาพวกเขากลับไปในยุคอดีตได้อีกครั้ง

เก๋า เก๋า ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นหนังขายฮาแบบเซอร์แดก อย่าง ทวารยังหวานอยู่ แต่ออกมาเป็น หนังโรแมนติก คอเมดี ดรามาเสียดสีสังคมวงการเพลง

หนังมากับไอเดียที่เข้าท่า กับการเป็นหนังที่เหมือนตั้งใจมาเพื่อ สอนมวย นักร้องทุกวันนี้ ให้ได้คิดว่า จะทำตัวอย่างไรให้ดังยาวอยู่นานจนเป็นตำนานคลาสสิกอมตะไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน อย่างที่ศัพท์เขาเรียกว่า เก๋า

แต่น่าเสียดายที่หนังไม่อาจจะรักษาความเก๋าไปได้ตลอดเรื่อง บางช่วงหนังก็ออกมาสนุกเฮฮาเต็มที่ มีมุกโดนๆ หลายมุก แต่บางช่วงก็กลับดูหนืดเนือย

อาจสรุปได้ว่า นี่คือ หนังเนื้อเยอะ ใส่ สาร ให้คนดูเก็บเยอะหลากหลายแง่มุม หวังปรุงให้เป็น ความบันเทิงพร้อมสาระ แต่สูตรนี้ถ้าใส่ลงมาแล้ว ผสมกันได้ไม่เข้าที่ลงตัว หนังก็ออกมาไม่สนุกเต็มที่ สาร ที่ใส่ลงไป ก็อาจจะกลายเป็นส่วนที่ทำให้หนังไม่ บันเทิงเต็มที่ และในกรณีนี้ มันทำให้หนังมีความหนืดเนือยในบางช่วง

อย่างแรกที่สะดุดความรู้สึกก็คือ การโผล่ข้ามยุคจาก ปี 2512 มาปี 2549 จากยุคสตริงคอมโบ มาสู่ยุคปัจจุบัน ไม่ให้ความรู้สึก แปลกประหลาด อย่างที่หนังตั้งใจจะให้รู้สึก เพราะในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า นี่เป็นยุคที่ยอมรับความหลากหลายทางดนตรีและวัฒนธรรมมากๆ มี ของใหม่ อย่าง ร็อกหลากแนว, ฮิพฮอพ, เจ-ป๊อป, เค-ป๊อป ฯลฯ ขณะที่ ของเก่าอย่าง สุนทราภรณ์, ชาตรี, แมคอินทอช ฯลฯ ก็ยังกลับเปิดคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ได้ย้อนความหลังกันอยู่บ่อยๆ

การข้ามยุคมาของ วงพอสสิเบิล จึงมีสิทธิ์เป็น ความเก๋าข้ามยุค มาสร้างความแปลกใหม่ให้ฮือฮาเสียด้วยซ้ำ ในยุคที่สังคมกำลังต้องการความเป็นตัวของตัวเอง เป็นยุคที่ ใครแปลกและแตกต่าง คนนั้นมีสิทธิ์ แจ้งเกิด ได้ทันที อารมณ์ในส่วนไอเดีย ศิลปินข้ามยุค จึงลดพลังลงไป

อย่างที่ 2 การที่เลือกให้ วงพอสสิเบิล โด่งดังมาจาก เพลงแปลง มันทำให้รู้สึกว่า ก็ขนาดตัวเองยังดังมาเพราะเลียนแบบคนอื่น ไม่ได้เป็น

วงออริจินัล ฉะนั้นการที่พวกเขาไปโวยวายว่า วงรุ่นน้องอย่าง วง ดิ อิมพอสสิเบิ้ล มาเลียนแบบวงของตัวเอง จึงดูเหมือนไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงอะไร

อย่างที่ 3 ที่ตั้งใจว่านี่เป็นหนังเพื่อนคารวะต่อความ เก๋า ของวง ดิ อิมพอสสิเบิ้ล เมื่อดูไปแล้ว กลับจะกลายเป็น ทำลายความเก๋า ของวง ดิ อิมพอสสิเบิล เสียด้วยซ้ำ เพราะหากคนรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันยุคปี 2512 ไม่ทันช่วงยุคทองของ วงดิ อิมฯ มาดูหนังเรื่องนี้ ก็อาจจะพานคิดไปว่า วงดิ อิมฯ เป็นวงเลียนแบบ วงพอสสิเบิล (ซึ่งไม่มีจริง) ซะอีก กลับจะลดความขลังของ วงดิ อิมฯ ไปเสียอีก ซึ่งในเคสนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับหนัง ทวารยังหวานอยู่ มาแล้ว เพราะแทนที่จะให้ความรู้สึกยกย่อง วงแมคอินทอช ทำไปทำมา บางมุมของเรื่องกลับทำให้รู้สึกเหมือนลบหลู่ วงแมคอินทอช เสียด้วยซ้ำ

ถึงแม้จะมีการเคลียร์ว่า วง ดิ อิมพอสสิเบิล ไม่ได้ตั้งชื่อเลียนแบบ วงพอสสิเบิล แต่ตั้งชื่อตามหนังที่เขาชอบ แต่ในความเป็นจริง จะมีวงดนตรีไหนที่จะตั้งชื่อให้ใกล้เคียงกับชาวบ้านขนาดนี้ ยังไงก็ต้องถูกมองว่าเลียนแบบอยู่วันยังค่ำ

ซึ่งในมุมนี้ มันส่งผลต่อเรื่องราวในส่วนที่ วงพอสสิเบิล ต้องตามขอให้ วงดิ อิมพอสสิเบล มาช่วย ซึ่งนำไปสู่ฉากไคลแมกซ์ ที่ผู้ชมจะได้เห็น ต้อย-เศรษฐา มานั่งดูต๋อย พอสสิเบิล เล่นคอนเสิร์ต ที่หวังให้เป็นฉาก สุดยอดความประทับใจ ซึ่งไม่น่าจะได้ผลเท่าที่ต้องการแน่

ที่สำคัญคือ การแสดงของ โจอี้ บอย ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่า ตัวละครได้เรียนรู้อะไรขึ้นมาเลย คาแรกเตอร์ ก่อนมา กับ หลังมา ของเขาก็ดูแทบจะไม่แตกต่างกัน ที่สำคัญ บทเรียนในเรื่อง ความรัก ที่บทหนังตั้งใจให้ตัวละครนี้ได้เรียนรู้เป็นพิเศษ กลับดูเฟกๆ ไม่ชวนให้ซาบซึ้งประทับใจเท่าใดนัก ดูเหมือนว่าการเข้าคู่ระหว่าง โจอี้ บอยกับ รถเมล์ ปฏิกิริยาเคมีจะทำงานไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก

แต่ผมก็ยังชอบช็อตที่ โจอี้ บอย อยู่รวมเฟรมกับ เศรษฐา ศิระฉายา ทั้งคำพูดและแอ็กติงในช็อตนั้น ทำให้รู้สึกถึงการเป็น รุ่นพี่ รุ่นน้อง ร่วมวงการ ที่ให้อารมณ์อบอุ่นเล็กๆ

เด่นโดนใจ

ส่วนที่เหลือของหนังที่โดนใจผมก็คือ ไอเดียเรื่อง สอนมวย ศิลปิน ได้รู้ซึ้งถึงคำว่า เก๋า อย่างศิลปินรุ่นเก่าอย่าง ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด คนรุ่นหลังๆ ก็จะนึกถึงพวกคุณในทางที่ชื่นชมยกย่องเสมอ ทั้งศิลปิน ดารา นักร้อง อย่าง สมบัติ เมทะนี, พิศมัย วิไลศักดิ์, วง ดิ อิมพอสสิเบิล, วงแมคอินทอช, วงชาตรี, วงรอยัลสไปรท์ ฯลฯ

นี่จึงเป็นหนังที่ศิลปินทั้งหลายสมควรดู โดยเฉพาะ ศิลปินนักร้องประเภทที่ดังแล้วแยกวง ทิ้งเพื่อนทิ้งฝูง เพราะคิดว่า กูเป็นซูเปอร์สตาร์แล้ว เพื่อนฝูงกูไม่แคร์ อันนี้พูดแบบรวมๆ ไม่ได้เจาะจงใคร

ถ้าผลงานเรื่อง เด็กหอ ทำให้เห็นว่า ย้ง-ทรงยศ เป็นผู้กำกับฯ ที่ รักและเอ็นดูเด็ก เป็นพิเศษ หนัง เก๋า เก๋า ก็ทำให้เห็นว่า บอล- วิทยา เป็นผู้กำกับฯ ที่ รักคนแก่ และเอ็นดูคนแก่ เป็นพิเศษเช่นกัน เพราะหนังอุดมด้วยคาแรกเตอร์ คนแก่ หลายคน และเขาก็ทำให้ได้เห็น เสน่ห์ของคนแก่ ที่หลายคนกลายเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในเรื่อง

มุกตลก ในหนังมีหลายมุกที่โดนอย่างจัง ที่ชอบคือ มุก ต๋อย ต่อย ต้อย ที่เอาเรื่องง่ายๆ แค่ การผันวรรณยุกต์ มาทำเป็นมุกตลกได้อย่างน่ารัก และ มุกห่าน ที่ ฮาอย่างแรง

ตัวละครที่จะ ได้ใจ ผู้ชมน่าจะเป็น เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง นักแสดงหน้าใหม่รุ่นใหญ่ที่มารับบท อู๋ แฟนพันธุ์แท้ของวงพอสสิเบิล จากที่เคยชื่นชมวงพอสสเบิลมาตั้งแต่เด็ก ใครจะคิดว่า ณ วันหนึ่งเขาจะต้องกลับกลายมาเป็นคนที่ช่วยพา วงดนตรีขวัญใจของเขาให้กลับคืนสู่ความสำเร็จอีกครั้ง

นี่เป็นบทที่ผมอยากจะชี้ชวนให้บรรดาศิลปินคนดังทั้งหลายได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษโดยเฉพาะ ประเภทที่ต่อหน้าแฟนคลับทำทีเป็นรักใครสนิทสนม แต่พอลับหลังแอบด่าว่า แม่ง…รำคาญฉิบหาย ตามกูอยู่ได้ ได้พึงสำนึกว่า

จงให้ความรักและให้เกียรติแฟนคลับของคุณทุกคน เพราะนอกจากความรักที่พวกเขาให้คุณจะเป็นพลังบริสุทธิ์ที่เขามอบให้คุณแล้ว คุณไม่รู้หรอกว่า ในวันหนึ่งข้างหน้า เขาหรือเธอที่เคยนั่งเชียร์คุณ ตามไปยกป้ายเชียร์คุณ คอยกดโหวตให้คุณ คอยซื้อ ซีดี วีซีดี ของคุณ ฯลฯ อาจจะกลายเป็นคนที่มาช่วยคุณในอนาคต มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย เอาไว้โอกาสหน้า ผมจะมาเล่าให้ฟังกันจะๆ

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด ณ ตอนนี้ก็คือ สมาชิกวง ดิ อิมพอสสิเบิล จะคิดมั้ยว่า อดีตแฟนเพลงของคุณคนหนึ่งที่ชื่อ บอล-วิทยา ณ วันหนึ่งเขาจะได้มาทำหนังเกี่ยวกับตัวคุณ และชวนคุณมาเล่นหนังอีกครั้ง ทำให้ชื่อของวงดนตรีของคุณได้กลับเข้ามาอยู่ในความทรงจำของผู้คนอีกครั้ง

หรือเช่นเดียวกับที่ พิ้งค์-พรชัย นำเอา วงแมคอินทอช กลับมาย้อนรำลึกกันอีกครั้ง เหล่านี้เป็นตัวอย่าง

ในส่วนของนักแสดง รายที่น่าจะได้ แจ้งเกิด ในแบบ สมเล็ก ศักดิกุล จาก มนต์รักทรานซิสเตอร์ น่าจะเป็น น็อต-ยุทธนา ธุวประดิษฐ์ ที่เล่น น็อต มือคีย์บอร์ด เจ้าของคาแรกเตอร์ ปากหมา หน้าหม้อ เขาเล่นได้มันทีเดียว จนหวั่นใจว่า สมเล็กจะเจอคู่แข่งเข้าแล้ว

รถเมล์-คะนึงนิจ ในชุดแอร์โฮสเตส กับคาแรกเตอร์ของเธอในเรื่องนี้ เธอดูน่ารักมีเสน่ห์มากๆ และบทของ โบ โอโซน ในบท เบ๊ กับ โฟกัส จิระกุล ในบท หนูมาลี เข้าคู่กันได้น่ารักดี เสียดายที่บทน้อยไปหน่อย

สองนายตำรวจคู่หู อังเคิล กับ บุญถิ่น ทวยแก้ว ที่แจ้งเกิดมาจาก บุปผาราตรี ก็มาเป็นสีสันได้อีกทาง และน่าจะหากินกับคาแรกเตอร์นี้ไปได้อีกพักใหญ่ ในแบบ ถ้าคุณต้องการคาแรกเตอร์ตำรวจ กรุณาคิดถึง 2 คนนี้ก่อนใคร

อีกอย่างที่ชอบใจก็คือ ที่เอาเรื่องราวของ วงสตริงคอมโบ ไปผูกโยงกับ โรงหนังโป๊ประเภท ไทย-จีน-ญี่ปุ่น ฉายเวียนทั้งวัน ที่ในยุคนั้นถือเป็นความบันเทิงสุดฮิตไม่แพ้การเล่นดนตรีของวงสตริงคอมโบ ที่ทำให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า โลกต้องมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับเราว่า จะตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร

รวมทั้งการเสียดสีเทปผีซีดีเถื่อนด้วยการให้วงพอสสิเบิล เล่นคอนเสิร์ตด้วยการแถม ซีดีโป๊น้องลินดา ถือเป็นไอเดียที่เสียดสีได้แสบคันดี

สำหรับเพลงประกอบที่เข้าหูจริงๆ น่าจะมีแค่เพลง ดวงใจฉันรักเธอ กับเพลง เหงา

ไอเดียที่ให้ การกลับคืนสู้ยุคอดีต ขึ้นอยู่กับเสียงเชียร์ของแฟนเพลง คือ การบอกเตือนใจให้บรรดาศิลปินนักร้องทั้งหลายได้พึงสังวรณ์ว่า แฟนเพลงของคุณมีค่ามากแค่ไหน ฉะนั้นโปรดจงรักและดูแลพวกเขาให้ดี

เก๋า แค่ไหน แต่ถ้าแฟนเพลงไม่เอา ก็จบกัน อย่าลืมว่ายุคนี้มีศิลปินหน้าใหม่พาเหรดเดินเข้าวงการมากมายทุกวัน ประเภทที่คิดว่า กูแน่ เจอ ช่วงขาลง เข้าให้ใครๆ ก็ไม่เอา ถึงตอนนั้น ถึงนึกได้ ก็อาจจะสายเกินการณ์

เก๋า ที่ฝีมือไม่พอ มันต้อง เก๋า ที่พฤติกรรมด้วย ถึงจะเรียกว่า เก๋าจริง

ที่มา สยามรัฐ