Grizzly Man 10หนังเยี่ยมของปีต้องมีเรื่องนี้!

Home / วิจารณ์หนัง / Grizzly Man 10หนังเยี่ยมของปีต้องมีเรื่องนี้!

จะเปรียบกับหนังสไตล์ไหน กลุ่มไหน หรือแนวไหน (genre) ภาพยนตร์กลุ่มที่เราเรียกกันว่า “สารคดี” (documentary) ก็ตกเป็นรองในแง่ของความนิยมของมหาชนอยู่วันยังค่ำ

 ทั้งที่จริงแล้ว ใครหลายคนอาจไม่ทราบว่า ถ้าเอาหนังสารคดีมาดวลกัน “ตัวต่อตัว” กับหนังแนวไหนก็ตาม หนังสารคดีนี่เอง ที่มีความยอดเยี่ยมและครองใจคนทำหนังและนักวิจารณ์ทั่วโลกอย่างแท้จริง และมากกว่า

 เหตุผลนั้นไม่มีอะไรมาก หนังดราม่าคือความบันเทิง เล่นกับอารมณ์ ส่วนสารคดีคือข้อเท็จจริงและเล่นกับความเป็นไปของสังคม คนที่ดูหนังเอาจริงเอาจัง จึงรู้สึกได้ว่า สารคดีมีคุณค่าต่อการดูมากกว่าหนังดราม่า (แม้ว่าดราม่าเองก็จะมีคุณค่าในแง่ของความบันเทิงเริงรมย์ก็ตาม)

 ในโลกของหนังเอง มีสารคดีอยู่มากมายที่ดีในขั้นสมบูรณ์ คือทำหน้าที่ของสารคดีรอบด้าน (อย่างหนึ่งที่สารคดีไม่ควรทำก็คือ การเร้าอารมณ์จนเกินเลย) เรื่องที่ผมชอบมาก็คือ Hoop Dream ในปี 1994 อีกเรื่องคือ กรินเนอร์ แอนด์ ไอ ที่เกี่ยวกับคนนอกและกองขยะ

 พอมีใจชอบหนังสารคดีอยู่แล้ว เมื่อได้ยินว่ามีหนังน่าสนใจไปได้รางวัล ชิงรางวัลหลายๆ แห่งอย่าง Grizzly Man ของ แวร์เนอร์ แฮร์ซอก ปรมาจารย์คนทำหนังจากเยอรมนี มาฉายที่ลิโด คืนวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา ผมเลยรีบไปดู (และเหมือนเดิม มีคนดูอยู่แค่ไม่เกินนิ้วมือนับ)

 Grizzly Man เป็นสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของ ทิม เทรดเวลล์ ผู้ชายที่ท่าทางเพี้ยนๆ  บ้าๆ และมีอารมณ์กับทุกอย่างรุนแรง เลือกที่จะเข้าไปปกป้องหมีกริซซ์ลีย์ในป่า รวมทั้งอยู่ร่วมกับมันเป็นเวลาหลายๆ ปี

 ทิม รู้ว่าทุกๆ เดือนกันยายน จะต้องมีนักล่าหมีแห่กันไปที่ป่า และล่ามันมาเพื่อขาย ตัดเอาแขนขามาสตาฟฟ์ และเอาดีหมีไปขายได้เงินในตลาด เขาเลือกที่จะเข้าไปศึกษาและทำความรู้จักจริงจัง แต่ไม่ได้ไปคนเดียว เขาไปกับ “เอมี่” แฟนสาว

 สิ่งที่ทำให้ Grizzly Man ไม่เหมือนกับสารคดีที่น่าสนใจทั่วไป ก็คือ คนทำดันตาย เพราะถูกหมีร้ายกัดกินในคืนหนึ่ง ระหว่างที่นอนอยู่ในเต็นท์กลางป่า ไม่เพียงแค่นั้น แฟนสาวของเขาอย่าง เอมี่ ก็ตายไปพร้อมกันด้วย

 ข้อมูลทั้งหมดนั้น มันเกิดจากการที่กล้องวิดีโอที่ใช้บันทึกภาพนั้น ได้ทำหน้าที่เก็บความจริงไว้ทุกอย่าง เมื่อทีมงานเข้าไปพบศพของ ทิม และ เอมี่ กล้องและฟิล์มที่เก็บภาพไว้เกือบ 100 ม้วน ถูกนำมาสร้างเป็นหนังสารคดีเรื่องนี้ โดยใช้วิธีการตัดต่อและเรียงเหตุการณ์ใหม่

 แม้จะไม่ค่อยชอบการนำเสนอตัวเองของ ทิม (ขณะที่ เอมี่ ไม่ยอมปรากฏในหนัง และมีการยืนยันว่ามีภาพของเธอแค่สองครั้ง คือตอนลงจากเครื่องบินและนั่งเล่นบนเนินป่า) แต่ถึงไม่ชอบ ทิม ผมก็ยอมรับว่า สิ่งที่ ทิม เป็นและทำ มันมีประโยชน์ต่อธรรมชาติ โดยมีสิ่งที่มันล้ำเส้นไปก็คือ ทิม มั่นใจตัวเองมากไป ตั้งแต่ไม่ยอมทำตามกฎที่ว่า มนุษย์ควรจะอยู่ห่างจากหมี 100 หลา หรือห้ามตั้งเต็นท์ในเขตที่มีหมี (ซึ่งเขาทำมันและโดนฆ่าตาย)

 ข้อดีของ Grizzly Man คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหมีและความเป็นอยู่ของมันนั้น ถูกเปิดเผยบางแง่มุม ที่โยงใยไปถึงความรับผิดชอบของรัฐบาล พ้นจากนี้ไป ระหว่างความเป็นมนุษย์ของ ทิม กับ ความเป็นสัตว์ร้ายของ หมี ก็ถูกนำมาเปรียบเทียบกัน เป็นระยะๆ

 “จิวเวล” เป็นคนรักเก่าของ ทิม ข้อมูลที่เธอทำให้เราเห็นภาพและธรรมชาติของ ทิม หนังสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งสรรเสริญผู้กำกับ ซึ่งตายเพราะถูกหมีกิน เพียงอย่างเดียว ตัวหนังเองก็ได้ติติงและวิจารณ์ในสิ่งที่ ทิม เลือกอย่างสุ่มเสี่ยงให้ตัวเองด้วย

 ผมชอบประโยคเล่าเรื่องตอนหนึ่ง ที่เขาบอกทำนองว่า

 “การรักสัตว์และธรรมชาติของ ทิม นั้น เป็นสิ่งที่ดี แต่ ทิม เลือกกฎของความจริงอย่างหนึ่งในโลกไป นั่นก็คือ ธรรมชาติแม้มีด้านที่งดงาม มีเรื่องราวที่สวยงาม แต่มันก็มีมุมเหลี่ยมที่น่ากลัวอยู่ด้วย”

 หมีก็เป็นเช่นนั้น และ ทิม ก็คือเหยื่อ

 นี่คือ 1 ใน 10 หนังยอดเยี่ยมของปี 2006

 และยังเหลือรอบฉายเล็กๆ น้อยๆ ที่ “ลิโด”

 

นันทขว้าง สิรสุนทร

ที่มาจากหนังสือพิมพ์