Heading South มองหนัง”หลังอาณานิคม” (2)

Home / วิจารณ์หนัง / Heading South มองหนัง”หลังอาณานิคม” (2)

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ

 

อาจไม่ใช่เรื่องแปลก หากหนังจากสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปจะมีเนื้อหากล่าวถึงดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคม และมีมุมมองต่อดินแดนนั้นในทางต่ำต้อยด้อยกว่า (โดยสภาพความเป็นจริง) เช่น หนังเกี่ยวกับอินเดียเรื่อง City of Joy (1992) ของ โรแลนด์ จอฟเฟ่ ผู้กำกับฯชาวอังกฤษ หนังฝรั่งเศสว่าด้วยเวียดนามเรื่อง Indochine (1992) ของ เรชีส์ วาร์นิเยร์

หรือจะเป็นหนังที่มีเนื้อหาในทาง “ช่วยเหลือ” หรือ “เห็นอกเห็นใจ” ต่อผู้คนในดินแดนอดีตอาณานิคม เช่นหนังว่าด้วยความโหดร้ายของธุรกิจข้ามชาติที่กระทำต่อประเทศในแอฟริกาอย่าง The Constant Gardener (เฟอร์นานโด เมเรลเลส, 2005) และ Blood Diamond (เอ็ดเวิร์ด ซวิก, 2006) หนังดังที่กำลังฉายในบ้านเรา

แต่ขบวนแถวของหนัง 3 เรื่อง ที่ออกฉายในปีเดียวกันอย่าง The House of Sand, The White Masai และ Heading South ซึ่งกล่าวถึงในตอนที่แล้ว มีความแตกต่างออกไปตรงที่มีการเปิดเปลือยถึงประโยชน์หรือความพึงพอใจที่คนผิวขาวได้รับจากการเข้าไปอยู่ร่วมกับชนพื้นเมือง โดยสะท้อนผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ลึกซึ้งและสรีระของชายหนุ่ม

คือการสรรเสพความดีงามของดินแดนอาณานิคมโดยกลับขั้วกับท่าทีในอดีต แทนที่จะเป็นตัวละครฝ่ายชายตักตวงจากฝ่ายหญิงซึ่งจะกลายเป็นภาพด้านลบให้ความรู้สึกราวกับการรุกรานเอาเปรียบ คราวนี้เมื่อฝ่ายหญิงได้รับความสุขจากฝ่ายชายเสียเองจึงเสมือนเป็นการยกย่อง (สรีระและความแข็งแกร่งของเพศชาย) และยอมรับในสภาพแท้จริง (ชนพื้นเมืองผิวสี) ต่อดินแดนที่เคยอยู่ใต้อาณัติ

ทั้งที่จริงๆ แล้วท่าทีดังกล่าวได้ซ่อนแฝงแนวคิดที่แสดงความเหนือกว่าในฐานะคนผิวขาวชาติตะวันตกหรืออดีตชาติเจ้าอาณานิคมอยู่นั่นเอง


เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างสรรค์ผ่านมุมคิดของชาติตะวันตกเองแล้ว พื้นที่และวิธีในนำเสนอไม่ว่าจะเป็นตลาดในยุโรป หรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เน้นความแปลกประหลาดของผู้คนหรือดินแดนล้าหลังดั้งเดิมอันเป็นฉากหลังของเรื่องราวที่ตัวละครหญิงเข้าไปค้นหา กระทั่งนำมาซึ่งความตื่นเต้นหวือหวากระตุ้นให้อยากเข้าไปสัมผัส ล้วนแต่เอื้อให้เห็นว่าหนังกำลังสื่อสารในหมู่พวกเดียวกัน มีความเข้าใจตรงกัน และมีมุมมองต่อเนื้อหาเรื่องราวใกล้เคียงกัน โดยผู้คนหรือดินแดนล้าหลังดั้งเดิมที่ถูกอ้างถึงนั้นไม่ได้รับการยกระดับขึ้นมาแต่อย่างใด

อันที่จริง ลัทธิ “อาณานิคม” ของชาติตะวันตกดำรงตลอดมาอยู่แล้ว ผ่านงานศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม สถาปัตยกรรม หรือการตกแต่งภายใน และผู้เขียนไม่มีข้อมูลสนับสนุนใดที่จะช่วยชี้ชัดลงไปว่าเหตุใดอิทธิพลของลัทธิอาณานิคมจึงถูกนำเสนอผ่านภาพยนตร์ต่างชาติต่างภาษา 3 เรื่อง ได้แก่ The House of Sand,The White Masai และ Heading South ด้วยเนื้อหาเรื่องราวใกล้เคียงกันในช่วงเวลาเดียวกันเช่นนี้ นอกจากสรุปแบบง่ายๆ ไปก่อนว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญเท่านั้น

หลังจากพิจารณาความเหมือนกันแล้ว มาดูความแตกต่างของหนัง 3 เรื่องนี้กันบ้าง โดยเฉพาะระดับท่าทีที่ต่างกันของการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในดินแดนของชนพื้นเมืองโดยตัวละครหญิงผิวขาว

เริ่มจาก The House of Sand ตัวละครหญิงต้องการดิ้นรนให้ตนเองและลูกสาวตัวน้อยอยู่รอด เธอจึงยอมตกเป็นของหนุ่มพื้นเมืองชาวประมงผู้เป็นความหวังเดียวของเธอ ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฝ่ายชาย เมื่อเวลาผ่านพ้นไปหลายปีความผูกพันได้ก่อตัวขึ้นระหว่างเธอกับเขา

ระดับท่าทีในหนังเรื่องนี้จึงเป็นการหาประโยชน์ในเบื้องต้น ก่อนจะอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนในท้ายที่สุด

ใน The White Masai สาวชาวสวิสยอมทิ้งแฟนหนุ่มไปอยู่กับชาวเผ่ามาไซด้วยความรักใคร่อย่างแท้จริง ตอนแรกเธอพยายามเรียนรู้วิถีชีวิตของเขา แต่ต่อมาหญิงสาวกลับนำวิถีเมืองเข้าไปโดยคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อชาวเผ่า แน่นอนว่าความรักใคร่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ และจุดแตกหักคือความต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิตของชนพื้นเมือง

สำหรับ Heading South สาววัยกลางคนชาวอเมริกันสวมบทนักท่องเที่ยวเข้าไปหาความสำราญยังชายหาดเฮติ พวกเธอจ่ายเงินให้ชายชาวพื้นเมืองเพื่อเป็นเพื่อนข้างกาย แม้ตัวละครหญิงผิวขาวตัวหลักของหนังจะมีถึง 3 คน และต่างคนต่างความต้องการ แต่ไม่ว่าคนใดก็ล้วนแต่อยากเสพสุขกับหนุ่มพื้นเมืองในฐานะที่เป็นรสชาติแปลกต่างและอยู่ห่างไกลจากบ้านของพวกเธอทั้งสิ้น

ระดับท่าทีของการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนพื้นเมืองโดยตัวละครหญิงผิวขาวใน Heading South จึงเป็นไปเพื่อความสุขสำราญและความพึงพอใจส่วนตัวชั่วครั้งคราว และน่าจะแสดงถึงอิทธิพลของลัทธิอาณานิคมชัดเจนที่สุด (จนแทบจะเป็นการวิพากษ์ตนเอง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปยังเนื้อหาและสัญลักษณ์ที่หนังสื่อออกมา

หนังใช้ฉากเฮติช่วงปลายทศวรรษ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของตระกูลดูวาลิเยร์ เริ่มต้นด้วยการมาถึงของ เบรนด้า(คาเรน ยัง) แม่บ้านสาวใหญ่ชาวอเมริกันวัยใกล้ 50 ก่อนจะเข้าพักในรีสอร์ทริมทะเล ความต้องการลึกๆ ของเบรนด้าคือ เธออยากพบ เลกบา(มีโนธี ซีซาร์) เด็กหนุ่มผิวสีผู้เคยทำให้เธอ “ถึง”ครั้งแรกในชีวิตเมื่อ 3 ปีก่อน

เอลเลน (ชาร์ลอตต์ แรมปลิง) ครูสอนภาษาฝรั่งเศสจากบอสตัน วัย 55 ปี และ ซู (หลุยส์ พอร์ทัล) สาวใหญ่ร่างอวบอ้วนก็พักในรีสอร์ทนี้เช่นกัน เบรนด้าผูกมิตรกับเอลเลนและซู ได้รับรู้ว่านักท่องเที่ยวทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ที่มาที่นี่ล้วนแล้วแต่จ่ายเงินจำนวนเล็กน้อยเพื่อแลกกับความสุขจากชายหนุ่มชาวพื้นเมืองทั้งนั้น ปัญหาคือเด็กหนุ่มคนโปรดของเอลเลนคือเลกบา ความขัดแย้งเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของระหว่างเบรนด้ากับเอลเลนจึงเกิดขึ้น

อีกตัวละครซึ่งเป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์เรื่องนี้คือ อัลแบรต์ (ลีส แอมโบรส) หัวหน้าบริกรสูงอายุ ผู้ก้มหน้ารับใช้คนผิวขาวชาวอเมริกัน ทั้งที่พ่อกับปู่เป็นพวกเกลียดสหรัฐเข้ากระดูกดำตั้งแต่เฮติถูกรุกรานในปี 1915

นอกจากความขัดแย้งระหว่างเบรนด้ากับเอลเลนเพื่อแย่งเลกบาแล้ว เลกบาเองก็มีปัญหาส่วนตัวจากการเข้าไปเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจ และอาจทำให้เขามีอันตรายถึงชีวิต

จากเนื้อหาเรื่องราวดังกล่าวมีรายละเอียดมากมายที่สะท้อนถึงอิทธิพลของลัทธิอาณานิคม ทั้งด้วยบทสนทนา การกระทำของตัวละคร หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มค็อกเทล

ขอต่อตอนจบอาทิตย์หน้านะครับ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์