ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความสง่างามแห่งมหาราชกู้แผ่นดิน

Home / วิจารณ์หนัง / ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความสง่างามแห่งมหาราชกู้แผ่นดิน

ข่าวเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปรากฏในสื่อประเภทต่างๆ มาก่อนนี้นานหลายเดือน ซึ่งทำให้มีผู้ชมจำนวนไม่น้อยรอคอยวันหนังออกฉาย ในที่สุดหนังเรื่องนี้ซึ่งแบ่งเป็นสามภาค ก็ได้ฤกษ์สำคัญคือวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2550 ลงโรงปรากฏสู่สายตาผู้ชม โดยภาคแรกเป็นภาคที่ชื่อว่า ปฐมวัย ซึ่งได้นำเสนอ เรื่องราวในช่วงชีวิตของสมเด็จพระนเรศวร เมื่อทรงมีพระชันษาเพียง 9 ชันษา แต่ถูกพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจับไปเป็นตัวประกัน หนังเล่าเฉพาะเหตุการณ์ช่วงที่พระองค์ดำตกเป็นเชลยอยู่ที่ประเทศพม่า

ความสง่างามแห่งมหาราชกู้แผ่นดิน และเหตุการณ์อาณาจักรอยุธยาในปีพุทธศักราช 2106 ได้เริ่มขึ้นเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแห่งพม่ารามัญ ทรงยกทัพมีลี้พลจำนวนมากมายเหลือคณานับ เข้าตีราชอาณาจักรอยุธยาทางด่านระแหง แขวงเมืองตาก กองทัพพม่าสามารถยึดครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ ของราชอาณาจักรอยุธยาอันมีเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือได้ สมเด็จพระมหาธรรมราชาผู้ครองเมืองพิษณุโลก ได้ต่อสู้ทัพพม่าแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีกำลัง จากกรุงศรีอยุธยายกขึ้นไปช่วยเหลือเลย

สมเด็จพระมหาธรรมราชา (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) จำยอมสงบศึกกับพม่า พระองค์ทรงเข้าพระทัยว่ากรุงศรีอยุธยาทิ้งเมืองพิษณุโลก เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง (สมภพ เบ็ญจาธิกุล) ได้เมืองพิษณุโลกเป็นเมืองขึ้น พระองค์ได้ขอนำพระนเรศวร (ด.ช.ปรัชฌา สนั่นวัฒนานนท์) ซึ่งเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ไปอยู่ที่กรุงหงสาวดีในฐานะให้เป็นตัวประกัน ซึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาจำยอมอย่างไม่มีเงื่อนไข

หนังภาคแรกนี้มีสาระเน้นที่ประวัติช่วงชีวิตพระองค์ดำในพม่า ว่าคนที่เคยเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ แต่โชคชะตานำพาให้ตกระกำลำบากในเมืองศัตรูนั้น ได้เติบโตขึ้นมาอย่างไรจนที่สุดจึงได้เป็นกษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนังเล่าว่าเมื่ออยู่ที่พม่าพระองค์ดำเป็นที่โปรดปราน ของพระเจ้าหงสาวดีเป็นอย่างมากจนเป็นที่ริษยาของ มังเอินและมังสามเกียด ซึ่งคนทั้งสองเป็นพระราชโอรส และพระราชนัดดาของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง

พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้ให้พระองค์ดำ ไปศึกษาความรู้จากพระมหาเถรคันฉ่อง (สรพงษ์ ชาตรี) พระชาวรามัญซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเอง พระมหาเถรคันฉ่องให้พระองค์ดำบวชเป็นเณร เพื่อเรียนอยู่ในวัดด้านการศึก กลช้าง กลม้า และวิธีการต่อสู้ หนังเล่าเรื่องสมเด็จพระนเรศวรขณะบวชเป็นเณรได้อย่างน่ารักมาก กล่าวได้ว่าผู้ชมทุกคนที่นั่งชมในโรงนั้นเทใจให้พระองค์ดำอย่างไม่รู้สึกว่าตนเองลำเอียงเกินไปหรือไม่ เพราะเวลาเดียวกันขณะเมื่อบวชเป็นเณรนั้น ยังมีเด็กในวัยใกล้เคียงกันอีกสามคนที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกันอยู่ในเหตุการณ์ คือมีเจ้าบุญทิ้ง (ด.ช.จิรายุ ละอองมณี) เด็กจรจัดไม่มีพ่อแม่ที่ติดตามรับใช้พระองค์ดำ มณีจันทร์ (ด.ญ.สุชาดา เช็คลีย์) เด็กหญิงกำพร้าซึ่งเป็นธิดาของพระนางจันทราเทวี และมังสามเกียดพระราชนัดดาของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง แต่ส่วนหนึ่งเป็นความสามารถในการแสดงของนักแสดงเอง ผนวกกับการกำกับของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ด้วย

หนังมีความไหลลื่นในการเดินเรื่องอย่างไม่มีที่ตำหนิ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้สร้างบทมีอิสระมาก ในการจินตนาการเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ เป็นเครื่องช่วยนำพาให้เข้าถึงความน่าจะเป็นไปได้ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งต่างล้วนอยู่ในอดีตที่ไม่มีใครเคยได้เห็นกับตาจริง อย่างไรก็ตามแม้ไม่มีข้อติดใจในด้านการแสดงของนักแสดงและในด้านโปรดักชั่น แต่หนังน่าจะดูเนียนดีกว่านี้มากหากหาวิธีเล่าเรื่องด้วยภาพแทนการใส่เสียงบรรยายประกอบเหตุการณ์ที่มีเป็นช่วงๆ ขณะหนังดำเนินไป ทั้งนี้เพราะเสียงบรรยายนั้นทำให้มีความรู้สึกว่า บางช่วงคล้ายกำลังฟังนิทานไม่ใช่เป็นความรู้สึกว่ากำลังดูหนัง

นอกจากนั้นหนังทำได้ดีมากในแง่การเก็บรายละเอียด ของเรื่องราวเหตุการณ์ชีวิตตัวละครหลัก แต่บางทีคงจะดีกว่าหากลำดับเรื่องให้ไม่เยิ่นเย้อกว่านี้ เพราะบางครั้งหนังสร้างความรู้สึกว่ากำลัง ดูสารคดีประวัติศาสตร์ของการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 อย่างไรก็ตามเพราะความชัดเจนคล้ายสารคดีนี้ อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าหนังช่วยให้ผู้ชมเข้าใจ ความเป็นไปเป็นมาในการเสียกรุงอย่างชัดเจนอย่างมาก จนสามารถโยนหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ชั้นมัธยม ที่กระทรวงศึกษาธิการพิมพ์จำหน่าย ทิ้งลงถังขยะได้อย่างไม่รู้สึกเสียดมเสียดายอะไรเลย

ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดกันอย่างบริสุทธิ์ใจได้ว่าน่าไปชม เพราะดูแล้วสนุกจนอยากให้ฉาย ภาคสอง ต่อเนื่องกันไปเลยจะถือว่าดีเป็นที่ถูกใจอย่างยิ่ง.

บริษัทผู้สร้าง : สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมมิตร โปรดักชั่น ผู้กำกับภาพยนตร์ : ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล
บทภาพยนตร์ : ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล / ดร.สุเนตร ชุตินทรานนท์
ประเภทหนัง : Melodrama / History

ที่มาจากหนังสือพิมพ์