ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : ภาคหนึ่ง (องค์ประกันหงสา)

Home / วิจารณ์หนัง / ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : ภาคหนึ่ง (องค์ประกันหงสา)

คอลัมน์ หนังเด่น
กฤษดา

 

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช น่าจะเป็นหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ไม่ว่าจะมองในแง่ทุนสร้าง ระยะเวลาการถ่ายทำ จำนวนผู้แสดงนำและผู้แสดงประกอบ ประเด็นที่นำเสนอ และชื่อเสียงของผู้กำกับฯ

จากเอกสารประชาสัมพันธ์ที่เป็นทางการ หนังเรื่องนี้ใช้เงินทุนสร้าง 700 ล้านบาท (มากกว่าต้นทุนสร้างหนังไทยทั่วไปหลายสิบเท่า) ใช้เวลาในการถ่ายทำนานกว่า 3 ปี ใช้ผู้แสดงนำและผู้แสดงสมทบหลายสิบคนรวมทั้งตัวประกอบจำนวนเป็นแสน หนังนำเสนอเรื่องราวของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ และกำกับโดยผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในวงการหนังไทย

อาจจะกล่าวได้ว่าในแง่ของความยิ่งใหญ่นั้นไม่มีอะไรให้ตั้งข้อสงสัยอีกแล้ว แต่สิ่งที่อยากรู้ก็คือเมื่อพิจารณา “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ในฐานะหนังบันเทิงที่เป็นเรื่องแต่ง (ไม่ใช่สารคดี) หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีและมีความสนุกสนานเพลิดเพลินหรือไม่

“ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ฉบับที่ออกฉายเมื่อ 18 มกราคมที่ผ่านมาเป็นภาคแรก โดยใช้ชื่อภาคว่า “องค์ประกันหงสา” โดยเล่าเรื่องราวเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงพระเยาว์ และต้องไปที่หงสาวดีในฐานะตัวประกัน (เอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เสด็จไปตั้งแต่พระชันษา 9 ปี แต่บางฉบับบอกว่า 13 ปี) พร้อมกับบรรยายการทำสงครามในช่วงนั้นโดยผู้มีบทบาทสำคัญก็คือ พระเจ้าบุเรงนอง

อาจจะพอมองเห็นได้ว่าหนังภาคแรกนั้น เล่าเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรขณะทรงพระเยาว์และเรื่องราวการทำศึกของพระเจ้าบุเรงนองควบคู่กันไป

ในส่วนของสมเด็จพระนเรศวรนั้น เรื่องราวหลักน่าจะสอดคล้องกับการรับรู้ร่วมของคนไทย (ซึ่งเรียนประวัติศาสตร์จากแหล่งเดียวกัน) เช่น เรื่องราวขณะประทับอยู่ในหงสาวดีกับเหตุการณ์การชนไก่ ระหว่างไก่ของสมเด็จพระนเรศวรกับไก่ของมังสามเกียด (โอรสของพระเจ้านันทบุเรง) รวมถึงประเด็นที่ต่อเนื่องคือประเด็นไก่เชลยด้วย

แต่ส่วนที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรับรู้ก็คือเรื่องราวของพระเจ้าบุเรงนอง และความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าบุเรงนองกับสมเด็จพระนเรศวร

ในหนังเรื่องนี้ พระเจ้าบุเรงนอง (แสดงโดย สมภพ เบญจาธิกุล) มีบทบาทมากจนถือว่าเป็นตัวละครเอกคนหนึ่ง โดยหนังนำเสนอให้เห็นในหลายด้าน เช่น ในด้านการเป็นมหากษัตริย์ เป็นนักรบ เป็นนักปกครองและในฐานะบุรุษคนหนึ่ง

การรับรู้ของคนไทยจำนวนมากนั้น มีแนวโน้มว่ารับรู้เกี่ยวกับพระเจ้าบุเรงนองในด้านการเป็นนักรบและเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในหนังเรื่องนี้ พระเจ้าบุเรงนองถูกนำเสนอให้เห็นว่าเป็นนักปกครองผู้มีคุณธรรมและเป็นบุรุษที่น่านับถือ ตรงนี้ผมเชื่อว่าน่าจะส่งผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงภาพของพม่าในความรู้สึกของคนไทย

อีกส่วนหนึ่งได้แก่การที่พระเจ้าบุเรงนองแสดงความรู้สึกรักสมเด็จพระนเรศวรประดุจดั่งเป็นโอรสนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้รับรู้เรื่องราวบางด้านแล้วยังทำให้เกิดผลกระทบทางดราม่าที่รุนแรงและอาจสืบเนื่องไปถึงหนังในภาคต่อไปด้วย

ผมคิดว่าเมื่อมองในทางดราม่า ความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระเจ้าบุเรงนองเป็นเหมือนแกนกลางของหนังภาคแรก

ในส่วนของการเล่าเรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ทำได้ราบรื่นกลมกลืนกว่า “สุริโยไท” (ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะรู้ว่าใครเป็นใครมาตั้งแต่เมื่อดู “สุริโยไท”) ความสับสนเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่ก็น่าจะมีน้อยลง และคนดูก็น่าจะเข้าใจความสัมพันธ์ของ หงสาวดี อยุธยาและพิษณุโลกได้ชัดเจนขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การใช้เสียงบรรยายยังคงเป็นส่วนเกิน ทั้งการบรรยายในตอนต้น และเสียงบรรยายที่สอดแทรกเป็นระยะ โดยเฉพาะเสียงบรรยายตอนต้นนั้น สงสัยว่าทำไมไม่ใช้การบรรยายด้วยตัวหนังสือ ถึงแม้อาจจะเป็นส่วนเล็กน้อย (เมื่อเทียบกับงานฝีมือทางด้านภาพ งานออกแบบสร้างและการกำกับ ซึ่งยอดเยี่ยมมาก) แต่ถ้าลดทอนเสียงบรรยายลงหรือใช้วิธีการอื่น หนังน่าจะสมบูรณ์กว่านี้

ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคลได้ให้สัมภาษณ์ (ในนิตยสาร “สารคดี”) ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ “พยายามสร้างให้บันเทิงที่สุด สนุกสนานที่สุด ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ดีที่สุดในโลก หรือดีที่สุดในประเทศไทย แต่ดีที่สุด เท่าที่ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคลจะทำได้”

ตามความเห็นของผม ผมคงยังไม่ก้าวไปไกลถึงขั้นใช้คำว่าที่สุดแต่อย่างน้อย พอจะมองเห็นว่าหนังเรื่องนี้ (ภาคแรก) เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานใหญ่ที่ยากลำบากซึ่งคงมีน้อยคนที่จะทำได้ เป็นงานฝีมือที่ยอดเยี่ยมและเป็นหนังที่ดูสนุกสนานเพลิดเพลินอย่างลืมเวลา

ผู้กำกับฯ -ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล
ผู้แสดง -ปรัชญา สนั่นวัฒนานนท์, สมภพ เบญจาธิกุล, สรพงษ์ ชาตรี, ฉัตรชัย เปล่งพานิช, จิรายุ ละอองมณี

ที่มาจากหนังสือพิมพ์