Takeshis ตลกร้าย หรือ มั่วนิ่ม?

Home / วิจารณ์หนัง / Takeshis ตลกร้าย หรือ มั่วนิ่ม?

ผมรู้สึกเอาเองว่า ทาเคชิ คิทาโน กับ คิม คี ดุ๊ก นั้น มีลักษณะอย่างหนึ่งที่คล้ายๆ กัน นั่นคือการเป็นคนที่มีแนวคิดในเชิงวิพากษ์วิจารณ์สังคม (กึ่งๆ จะแอนตี้ในบางเรื่องด้วยซ้ำ)

ต่างกันอยู่บ้าง ที่คนแรกนั้น มีลักษณะของความตลกร้าย ขณะที่คนหลังจากเกาหลีนั้น กระเดียดไปทางปรัชญาอ่อนๆ (หนังอย่าง Spring, Summer, Fall ,Winter…and Spring และ Samanta Girl คงจะบอกได้ดี)

ทั้งสองคนนี้ ถือเป็นขวัญใจของคนดูหนังรุ่นใหม่ที่ชอบงานนอกกระแสอยู่พอสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองท่าน ทำหนังเรื่องไหนก็ดีไปเสียทั้งหมด และไม่มีข้อบกพร่อง ผมเคยบ่นกับ เป็นเอก รัตนเรือง ว่า คนดูรุ่นใหม่บางคนมีข้ออ่อนไหวส่วนนี้ เวลาหนังที่ ทาเคชิ เล่น บางคนก็จะอารมณ์นำไปก่อนว่า ต้องดี เดอะ ต้อม 69 & รักน้อยนิดมหาศาล บอกว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

และเรื่องที่เราสองคนต่างบ่นให้ฟังกันก็คือ Takeshis งานชิ้นล่าสุดของ ทาเคชิ ที่เข้าชิงในเทศกาลหนังเวนิส ซึ่งหลายคนและผมหวังอยู่พอสมควรว่า น่าจะมีอะไรใหม่ๆ มาเสนอแก่คนดู (จำได้ว่าตอนไปเทศกาลหนังปูซานเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แอบเข้าไปดู Blood and Bones แล้วคนดูทึ่งกับการแสดงของ ทาเคชิ…และที่ต้องใช้คำว่าแอบเข้าไปดู เพราะตั๋วในเทศกาลขายเกลี้ยงไปแล้ว เลยต้องใช้วิธีย้ายโรงเอา)

หลังจากดู Takeshis ด้วยการเห่อไปชมตั้งแต่วันแรก ผมรู้สึกผิดหวังกับตัวหนังหลายอย่าง กล่าวคือ แม้ ทาเคชิ จะซ่อนนัยให้ติดตามผ่านตัวละครอยู่เป็นระยะๆ อีกทั้งมีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอยู่ตามรายทาง แต่เสน่ห์ในแบบที่เราเห็นในหนังของเขา มันหายไปหมด ลูกบ้าที่มาพร้อมความเหนือชั้น หรือมุมมองคมคายในการบอกกับคนดู ที่เคยประทับใจในหนังหลายเรื่อง

ลดลงเหลือเพียงแค่ ลูกห่ามๆ ที่บุกอัดใส่คนดู ด้วยจินตนาการของเขา

Takeshis เล่าเรื่องของตัวละครหน้าตาเหมือนกันสองคน คนหนึ่งใหญ่คับสังคม ด้วยการเป็นมาเฟีย อีกคนกลายเป็นไอ้กระจอกที่ไม่มีใครยอมรับ ทั้งสองคนหน้าเหมือนกันอย่างกับแกะ แต่คนที่รู้จักทั้งคู่ดีจะทราบว่า แท้จริงแล้วชีวิตของสองคนนี้ แตกต่างกันมาก บีต ทาเคชิ นั้นเป็นนักแสดงใหญ่ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางแสงสี มีผู้คนมากหน้าหลายตา รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง รุมล้อมมาโดยตลอด

ส่วน คิตาโน ผู้แพ้กลับเป็นพวกขี้แพ้ และมีความฝัน ว่าสักวันหนึ่งเขาจะเป็นดาราดังให้ได้เหมือนอย่าง บีต ทาเคชิ นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ในดวงใจ เขาพยายามหาเวลาว่างไปเข้าออดิชั่นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่โชคก็ไม่เคยเข้าข้าง บางครั้งซวยถึงขั้นไม่ทันได้แสดงความสามารถอะไรก็ถูกไล่กลับบ้านแล้วอย่างนั้นก็มี อย่างเช่นฉากที่จู่ๆ คนคัดตัวนักแสดงก็ตัดสินดื้อๆ ว่า เขาคงเล่นไม่ได้ เพราะท่าทางแข็งทื่อ

ทาเคชิ เวอร์ชั่นไม่มีดวงนี่ พยายามจะอยู่ให้ได้ในสังคม ฉากหนึ่งที่บอกเลยว่า ไม่มีใครสนหรือมองเขาก็คือ ฉากที่เขาเข้าไปกินอาหารในร้าน และแม้แต่พนักงานก็ดุด่าเขาเพียงแค่เขาติติงอะไรนิดๆ หน่อยๆ หรือขอเครื่องปรุงเพิ่ม

งานที่เขาพอจะมีความสุขอยู่บ้างก็คือ ขับรถแท็กซี่ แล้วก็มักซวย ไปเจอผู้โดยสารบ้าๆ บอๆ เสมอ นอกจากนั้นยังต้องใช้ความอดทนสูงสุดในการต่อสู้กับคำดูถูกถากถางของผัวเมียจอมกวนเพื่อนบ้านอีกด้วย (แต่ผัวเมียคู่นั้น ก็เจอตลกร้ายกับกระสุนปืนของเขา แถมยังพ่วงผูกมากับจินตนาการในการมีเซ็กส์กับเมีย) แล้ววันหนึ่งชีวิตที่เหมือนไม่มีอะไรเลย พรหมลิขิตบันดาลชักพาให้ บีต ทาเคชิ กับ คิตาโน มาพบปะเจอะเจอกันทั้งที่มิได้นัดหมาย

นอกจากจะทำให้ คิตาโน ตื่นเต้นดีใจแบบหน้าตายตามสไตล์แล้ว ยังทำให้ความฝันของเขาในอันที่จะเป็นนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ แต่มันจะเป็นอย่างนั้นหรือ?

หนังพยายามจะเล่นเกี่ยวกับจินตนาการของตัวละครอย่าง ทาเคชิ ที่บางทีมันก็กลับมาทำร้ายตัวเขาเอง มีส่วนที่น่าสนใจอยู่ตรงที่…เรื่องจินตนาการและความเป็นศิลปินนี่แหละครับ เราจะเห็นว่า คิทาโน ที่ชีวิตอับจนนั้น มีความเป็นศิลปินอยู่ท่ามกลางภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนคนไร้บ้าน…เขามีจินตนาการแบบคนทำงานศิลปะ เพราะบางครั้งก็แอบจินตนาการนั่นนี่ไปตามที่ตัวเองคิด

แม้ว่ามันจะย้อนศรบ้าง คู่ขนานบ้างและขัดแย้งบ้าง แต่มันก็แสดงผลตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาอยากเป็น นั่นคือนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่…หนังใช้หลายช่วงของความฝันและการคิดไปเองของ คิทาโน วิพากษ์วงการศิลปะอย่างจริงๆ จัง ถึงการมองเห็นคุณค่าของคนทำงาน

แต่ความที่การเล่าเรื่อง ลำดับเหตุการณ์ ให้น้ำหนักกับส่วนนั้นมากเกินพอดี แทนที่หนังจะแสดงความเหนือชั้นออกมา มันเลยกลายเป็นคละและอย่างที่คุณเป็นเอก บ่นว่า มั่วนั่นแหละ กลายเป็นตัวพาหนังไปสู่จุดอับ (ทั้งๆ ที่หนังเริ่มต้น 30 นาทีแรกได้อย่างน่าทึ่ง)

10 นาทีสุดท้าย ที่ตัวละครเตลิดไปถึงขั้นแครทช์แผ่นกับหน้าอกหัวนมอะไรนั่น หนังกลายเป็นออกทะเลไปไกล

และเป็นหนังของ ทาเคชิ เรื่องแรกๆ ที่ผมไม่ชอบ ดูแล้วผิดหวัง

ทั้งยังไม่พบอะไรใหม่ของนักแสดง และผู้กำกับคนนี้ บางทีเขาอาจจะต้องถึงเวลาคลี่คลายตัวเองบ้างแล้ว…

บายไลน์ : นันทขว้าง สิรสุนทร

ที่มาจากหนังสือพิมพ์