Curse of the Golden Flower เมื่อทองและเลือดไม่อาจเยียวยา

Home / วิจารณ์หนัง / Curse of the Golden Flower เมื่อทองและเลือดไม่อาจเยียวยา

แม้ทีมประชาสัมพันธ์ของภาพยนตร์เรื่อง “Curse of the Golden Flower” จะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสื่อสารกับคนทั้งโลกว่า นี่คือหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดในประวัติศาสตร์จีน (ว่ากันว่าใช้ไปเกือบ 400 ล้านหยวนหรือราว 1,500 ล้านบาทเลยทีเดียว) พร้อมๆ กับการหมั่นโปรโมตภาพความอลังการของฉากและเครื่องแต่งกายจากหนังให้เราเห็นจนติดตา (เพราะหวังให้ติดใจจนอยากตีตั๋วเข้าไปชม) แต่เมื่อได้ดูแล้ว เรากลับเห็นว่าคุณค่าที่แท้จริงของหนังไม่ได้ผูกติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากนัก

แม้ผู้กำกับฯอย่างจางอี้โหมวจะเห็นว่ามันผูกติดกันอยู่บ้างก็เถอะ

อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เราไม่ได้หมายความว่าผู้กำกับฯคนดังเจ้าของหนังในดวงใจใครหลายคนอย่าง The Road Home,Hero,House of Flying Daggers ฯลฯ จะเอาความโอ่อ่าของพระราชวัง (ที่สีทองอร่ามของมันช่างบาดตาเราเหลือเกิน), จำนวนอันหาศาลของนักแสดงประกอบ (ที่มีเยอะจนเรานึกว่าเขาเกณฑ์คนทั้งแผ่นดินใหญ่มาเล่น เพราะแค่กองทัพทหารก็ใช้คนหลักหมื่นเข้าไปแล้ว),ความงามประณีตของเครื่องแต่งกาย (ที่การันตีด้วยการได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาออกเเบบเครื่องเเต่งกายยอดเยี่ยมครั้งล่าสุด) หรือสิ่งอื่นๆ ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน มาหลอกล่อให้คนเข้าไปดูหนังที่มีเนื้อในแสนกลวงเปล่า

จางอี้โหมวว่าเขาเพียงแค่อยากนำของพวกนี้มาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้ชมว่า “ภายใต้เปลือกที่งดงาม ยังมีความเน่าเฟะซุกซ่อนอยู่”

สำหรับเขา คุณค่าของหนังจะเกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยทุนสร้างมหาศาลและความอลังการด้วยประการฉะนี้

แล้วความเน่าเฟะที่ว่าคืออะไร? จางอี้โหมวเล่าอย่างนี้

ณ ประเทศจีน สมัยปลายราชวงศ์ถัง ยังมีฮ่องเต้ผู้หนึ่ง (แสดงโดยโจเหวินฟะ) ใช้ชีวิตอยู่อย่างมั่งคั่งในพระราชวังอันโอ่อ่า พร้อมหน้าด้วยฮองเฮา (แสดงโดยกงลี่) และพระโอรสอีก 3 พระองค์คือ องค์รัชทายาท (แสดงโดยหลิวเหย่),องค์ชายรอง (แสดงโดยเจย์ โจว) และองค์ชายเล็ก (แสดงโดยชินจุนเจีย)

แต่ใช่ว่าบรรดาผู้ที่เกิดมาบนกองเงินกองทองเหล่านี้จะมีความสุข ภายใต้ฉากหน้าที่เพียบพร้อมและการครองตำแหน่งอันเป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั้งแผ่นดิน ฮองเฮากลับลักลอบไปมีสัมพันธ์กับองค์รัชทายาท ซึ่งไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของนาง ฝ่ายฮ่องเต้ก็บำรุงยาพิษแก่มเหสีของตนทุกๆ ชั่วยามโดยบอกแก่คนอื่นว่าเป็นยารักษาโรค ด้านองค์ชายรองก็ต้องมีชีวิตอยู่อย่างสับสน ท่ามกลางความบาดหมางของผู้ให้กำเนิด ส่วนองค์ชายเล็กก็ได้แต่เก็บสะสมปัญหาของพ่อแม่และพี่ชายไว้ด้วยความอัดอั้นตันใจ

สภาพดังกล่าวทำให้สมาชิกในครอบครัวนี้คิดจะยุติความยุ่งเหยิงโดยการล้มล้างราชบัลลังก์ เพื่อให้ตนมีอำนาจควบคุมทุกสิ่งให้เป็นไปตามต้องการ จนกลายเป็นสงครามล้างเลือดในที่สุด

เท่าที่ผู้กำกับฯบอกเล่ามา จะเห็นได้ว่าหนังไม่ได้นำเสนอภัยคุกคามจาก “แผ่นดินอื่น” หรือ “คนนอก” แต่อย่างใด หากทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นความขัดแย้งที่เกิดแต่ “คนในรั้วบ้านเดียว” กันทั้งสิ้น

เราถึงได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า การใช้ทุนสร้างมหาศาลปานนั้น ไม่ได้เป็นสาระอะไรของหนังเรื่องนี้มากนัก นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คนช่างจับผิดรู้สึกว่าหนังยิ่งใหญ่สมจริง และทำให้คนชอบของสวยๆ งามๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับภาพในเรื่อง (แม้ว่าความตระการตาเหล่านี้จะถูกรัศมีของนักแสดงนำอย่าง “กงลี่” บดบังทุกครั้งที่เธอโผล่มาก็ตามเถอะ)

เพราะเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่ “Curse of the Golden Flower” บอกเล่าแก่เรา ก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญอย่าง “ปัญหาครอบครัว” ที่ไม่ได้รับการสะสางเยียวยาเท่านั้น

ครอบครัวที่พ่อแม่แต่งงานกันเพื่อผลประโยชน์มากกว่าความรัก,ครอบครัวที่พ่อแม่หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องของตัวเองจนไม่รู้ว่ากำลังทำให้ลูกกลายเป็นเด็กมีปัญหาเพราะขาดคนเหลียวแล,ครอบครัวที่ลูกๆ ไม่สามารถใช้เหตุผลกับผู้เป็นพ่อได้ ที่ต้องทำคือคอยเอาใจและทำตามสิ่งที่ชายผู้นี้ต้องการ มิเช่นนั้นแล้วจะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอน (หนักกว่านั้นคือไม่มีหัวให้ซุก) แม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นการทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้เป็นแม่ก็ตาม

“ครอบครัวเราต้องเป็นตัวอย่างให้คนทั้งประเทศ”

ด้วยองค์ประกอบที่ว่ามา คำพูดที่ออกจากปากหัวหน้าครอบครัวข้างต้นนี้ จึงกลายเป็นประโยคที่ฟังดูเสียดสีอย่างยิ่ง ให้บอกว่า “เป็นตัวอย่างแย่ๆ” ยังน่าจะถูกต้องกว่า โดยเฉพาะการเป็นตัวอย่างในการแก้ปัญหาครอบครัวอย่างไม่สร้างสรรค์ กล่าวคือ เมื่อความมั่งมีไม่สามารถทำให้คนเหล่านี้มีความสุขได้ พวกเขาจึงแก้ปัญหาด้วยวิธีที่โง่เขลายิ่งกว่า นั่นก็คือการใช้กำลัง

แน่นอน,วิธีที่เลวไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีแก่ใคร

ที่มาจากหนังสือพิมพ์