Final Score 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์

Home / วิจารณ์หนัง / Final Score 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์

คอลัมน์ หนังเด่น

เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาและการนำเสนอ สามารถกล่าวได้อย่างหนักแน่นว่า “Final Score 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์” เป็นหนังสารคดี

และเป็นหนังสารคดีเรื่องที่ 3 ที่ได้ดูในรอบ 3 ปี (สองเรื่องก่อนหน้านั้นได้แก่ “เด็กโต๋” กับ “เสือร้องไห้”) เมื่อนับหนังสารคดีของต่างประเทศอีกราว 2-3 เรื่อง รวมแล้วผมน่าจะได้ดูหนังสารคดี (ที่เข้าฉายตามโรง) ไม่เกิน 6 เรื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ผมไม่แน่ใจว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีหนังสารคดีมาเข้าฉายจำนวนกี่เรื่อง เมื่อนับเรื่องที่ผมได้ดู (5-6 เรื่อง) กับเรื่องที่อาจจะพลาดไปหรืออาจจะไม่รู้ว่ามีหรือมาเข้าฉาย คงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีงานแนวสารคดีเข้าฉายถึง 10 เรื่องในช่วงนั้น

เหตุที่มีการสร้างหนังสารคดี (และออกเผยแพร่) ออกมาจำนวนน้อยก็น่าจะเป็นเพราะมีคนต้องการดูน้อย และเหตุที่คนดูที่ต้องการดูมีจำนวนน้อยก็น่าจะเป็นเพราะหนังสารคดีเป็นหนังที่ยืนอยู่สุดปลายของสไตล์เหมือนจริง

นั่นคือการเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เป็นเหตุการณ์จริง (ไม่ใช่เรื่องแต่งหรือเรื่องสมมติ) และถ่ายทอดอย่างเหมือนจริง เช่น ไม่เน้นการจัดแสง และการปรุงแต่งองค์ประกอบทางกายภาพ


โดยความคิดพื้นฐานก็คือ การนำเสนอสิ่งที่ผู้สร้างหนังได้ “ค้นพบ” และถ่ายทอดออกมา ไม่ใช่เรื่องราวที่ “กำหนดขึ้น” (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการกำหนดด้วยบทภาพยนตร์)

สำหรับคนดูผู้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย สิ่งที่พวกเขาปรารถนาก็คือ การเดินเข้าไปในที่มืดเพื่อหลีกหนีความจริง (ใครอยากจะจ่ายเงินเพื่อเดินเข้าไปดูสิ่งที่พบเห็นอยู่ทุกวัน?)

ถ้าหากพวกเขาต้องยอมจ่ายเงินเพื่อดูหนังที่เป็นเหตุการณ์จริงไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีบทฯ ไม่มีดารา และแน่นอน-ไม่มีการแสดงเรื่องนั้นต้องมีความน่าสนใจและมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง

ตอนแรก หลังจากได้รับรู้ข่าวสารทั้งการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผมไม่แน่ใจว่าอยากจะดูเรื่องจริงแบบนี้หรือไม่ แต่หลังจากได้ดูหนัง เพียงแค่ผ่านไปประมาณ 30 นาที ผมสามารถบอกตัวเองล่วงหน้าเลยว่าจะมีความสนุกสนานรออยู่อีกในหลายสิบนาทีที่เหลือ

ความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการได้ดู “Final Score 365 วันตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์” ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกผู้ที่เป็นตัวนำเรื่อง (สุวิกรม อัมระนันทน์) ที่มีลักษณะโดดเด่น ประกอบกับครอบครัวที่สนับสนุนทำให้เกิดสีสัน

โดยสีสันและเสน่ห์ของหนังเกือบทั้งหมดมาจากบทสนทนาระหว่างเปอร์ (สุวิกรม) กับแม่ของเขา เช่น ตอนที่เขาถามแม่ว่า พ่อแม่รักกันเพราะอะไร แล้วตามด้วยความเห็นของเขาที่มีต่อแม่ว่าตอบไม่ตรงประเด็น หรือฉากที่ถามแม่ว่า “คนโบราณ” ที่แม่อ้างถึงนั้นเป็นใคร ชื่ออะไร? (ทองเหม็น? ทองดี?) เป็นบทสนทนาที่มีสีสันและกระตุ้นอารมณ์ขันได้มากกว่าบทพูดที่มีคนเขียนบทฯ มือดีเป็นผู้เขียนเสียอีก

ในส่วนที่เกี่ยวกับการสอบ การใช้ชีวิตนอกห้องเรียนและกลุ่มเพื่อนนั้น น่าจะเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์โหยหาอดีตได้อย่างวิเศษ โดยเฉพาะช่วงที่พวกเขาเดินทางไปเที่ยวทะเลแล้วมีฉากนั่งล้อมวงเปิดใจกันว่า อยากจะเป็นอะไรในอนาคต (ฉากนี้มีบทสนทนาเด็ดๆ เกี่ยวกับ นายกฯ กับยามด้วย)

นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว สิ่งที่ได้จากหนังก็คือการได้เห็นว่าเด็กต้องเผชิญกับอะไรบ้างในช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเห็นได้ชัดเจนว่าเด็กต้องสูญเสียความเป็นเด็ก เผชิญสภาวะตึงเครียด และจำเป็นต้องเลือกสิ่งที่พวกเขายังไม่รู้จักมันดีพอ

และที่สำคัญก็คือพวกเขาต้องก้าวไปบนความคาดหวังของพ่อแม่ ผู้ปกครอง

ดูแล้วสามารถบอกได้ว่าเป็นหนังที่ลงตัวทั้งในแง่เนื้อหาสาระและความบันเทิง และถ้าให้บอกอย่างตรงไปตรงมา ผมว่าหนังสารคดีเรื่องนี้สนุกสนานเพลิดเพลินกว่าหนังบันเทิงประมาณสัก 30 เรื่องที่ผมได้ดูเมื่อปีที่แล้ว

และหลังจากดู “ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์” ก็เกิดความคิดว่า ขนาดชีวิตเด็กเอ็นท์ยังออกมาสนุกขนาดนี้ ถ้าไปตามติดชีวิตส.ส.จะสนุกสนานขนาดไหน

ผู้กำกับฯ – โสรยา นาคะสุวรรณ
บุคคลหลักในเรื่อง – สุวิกรม อัมระนันทน์, สราวุฒิ ปัญญาธีระ, วรภัทร จิตต์แก้ว, กิตติพงศ์ วิจิตรจรัสสกุล

ที่มาจากหนังสือพิมพ์