Curse of The Golden Flower ละครโรงใหญ่

Home / วิจารณ์หนัง / Curse of The Golden Flower ละครโรงใหญ่

หนังเปิดเรื่องด้วยความตื่นตาตื่นใจ ด้วยฉากที่สุดอลังการ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่เหมือน ขนมาหมดทั้งแผ่นดินจีน แต่หลังจากที่หนังเดินเรื่องไปได้สักพัก ก็เริ่มรู้สึกว่า นี่เหมือน ละครน้ำเน่า ในแบบที่เราคุ้นเคยกันในละครทีวีไทย เพียงแต่ว่าหนนี้ถูกปรุงแต่ง ด้วยรูปโฉมที่สุดอลังการ ที่ผู้ชมอาจจะต้องแอบนึกในใจว่า นี่มันมากเกินไปหรือเปล่า?

หนังจับความในยุคสมัยราชวงศ์ถัง ฮ่องเต้ (โจวเหวินฟะ) มีความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีนักกับฮองเฮา ที่อยู่ในสภาพ ฮองเฮาเต้าทะลัก (กงลี่ รับบท ฮองเฮา ในชุดที่เหมือนหน้าอกเธอจะระเบิดตูมตามอยู่ตลอดเวลา ชนิดที่ถ้าเป็นนักแสดงไทย มีเพียง 2 คนที่จะรับบทนี้ได้คือ ตั๊ก-บงกช กับ กระแต-ศุภักษร)

ฮองเฮาลักลอบมีสัมพันธ์สวาทกับองค์ชายว่าน (หลิวเย่) โอรสองค์โตของฮ่องเต้กับมเหสีองค์ก่อน แต่องค์ชายว่านสำนึกผิด พยายามจะเลิกความสัมพันธ์นี้ด้วยการขอฮ่องเต้ไปทำงานที่นอกเมือง เพราะพระองค์ทรงรักอยู่กับฉาน (หลี่มาน) ลูกสาวคนปรุงยา สร้างความไม่พอพระทัยให้กับฮองเฮาอย่างยิ่ง

อาการไม่สบายของฮองเฮาได้ยาจากสูตรของฮ่องเต้ ที่ทรงให้คนปรุงยาปรุงด้วยสูตรของพระองค์เอง ที่แอบใส่สมุนไพรที่เป็นพิษลงในยาด้วย เมื่อฮองเฮาทราบเรื่อง นางจึงวางแผนจะก่อการกบฏ โดยหวังพึ่งองค์ชายไจ๋ (เจย์ โชว) โอรสของนางกับฮ่องเต้ โดยทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาหารู้ไม่ว่า เรื่องราวทั้งหมดตกอยู่ในสายตาขององค์ชายหยู(คินจุนเจี่ย) โอรสองค์เล็ก ที่ทรงมีพระประสงค์บางอย่างอยู่เช่นกัน

เป้าหมายปฏิบัติการครั้งใหญ่ของฮองเฮา อยู่ที่วันเทศกาลชงหยางที่กำลังจะมาถึง!

หนังเรียกความสนใจด้วยความยิ่งใหญ่อลังการดังกล่าว พร้อมกับงานโชว์แอ็กติงของนักแสดงที่อยู่ในอารมณ์ดรามาสุดเข้มข้น ซึ่งนักแสดงทุกคนต่างทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่ เมื่อดูๆ ไป มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนนั่งดูละครเวทีแนวน้ำเน่า ที่ตัวละครเหมือนจะแข่งกันบีบน้ำตา ว่าใครจะร้องไห้ได้เจ๋งกว่ากัน

แต่ก็หายแปลกใจ เมื่อพบว่าหนังดัดแปลงสร้างจากละครเวทีใน 1920 ของ เกายู่นั่นเอง ทำให้หนังดูเป็นละครเวทีมากๆ โดยเฉพาะการเข้าออกของตัวละครในแต่ละฉาก ที่ชัดเจนมากที่สุดก็คือ ฉากรบสุดยิ่งใหญ่ในตอนจบ ที่เหมือนมีการเลื่อนฉากเอามากั้นเป็นกำแพงระหว่างทหาร 2 ฝ่าย

และที่น่าเสียดายก็คือ เนื้อหาของหนังก่อให้เกิดคำถามคาใจในหลายเรื่อง ที่ทำให้เรื่องราวขาดความสมจริง อาทิ องค์ชายว่านโตขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ระแคะระคายเลยถึงเบื้องหลังเบื้องลึกเกี่ยวกับมารดาของพระองค์ และอีกหลายจุด

ที่ทำให้นี่กลายเป็นหนังที่คนทำตั้งใจปรุงให้ออกรส น้ำเน่า ตามเป้าหมาย โดยหลงลืมที่จะใส่ความสมเหตุสมผลลงไปด้วย ซึ่งมันจะกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานเรื่องนี้ของ จางอี้โหมว ไม่ ตรึงใจ ผู้ชมเหมือนผลงานเรื่องอื่นๆ

แต่ถ้าผู้ชมจะมองข้ามในมุมนี้ สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับและไม่น่าจะผิดหวังก็คือ การเสพย์ อารมณ์ดรามา ที่คนปรุงตั้งใจแบบด้วย รสเข้มข้นตำรับดั้งเดิม ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ การทรยศ หักหลัง แย่งชิงราชบัลลังก์ ความรัก ความอิจฉาริษยา ระหว่าง พ่อ แม่ ลูก เมีย ผัว และที่สำคัญก็คือ เพศสัมพันธ์ร่วมสายเลือด

นักแสดงทุกคนทำหน้าที่ของตนเองได้ดี กงลี่ โดดเด่นเสมอเวลาที่เธออยู่ในอารมณ์ร้ายปนรันทด เธอสะกดผู้ชมด้วย พลังเฉพาะตัว ล้วนๆ โจวเหวินฟะ ก็เรียก พลังแบบจีนๆ ของเขากลับคืนมาได้ หลังจากที่พยายามจะกลายเป็น ดาราฮอลลีวูด ในหนังลูกครึ่งจีน-ฝรั่ง 2-3 เรื่องซึ่ง ไม่เวิร์ก!

ที่ผมชอบใจสุดคือ หลิวเย่ ในบท องค์ชายว่าน ที่ดูตอนแรกแอบเม้าท์ในใจว่า ทำไมช่างหาคนมาเล่นบทองค์ชายได้ไร้ราศีที่สุด แต่เมื่อปมลึกเร้นของตัวละครนี้เปิดเผย เขาก็กลับกลายเป็นตัวละครที่มีมิติล้ำลึกที่สุดในคาแรกเตอร์

กับการเป็นลูกชายที่ไม่รู้รากเหง้าของตัวเอง ที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นเป็น ชายขี้แพ้แห่งราชวงศ์ เป็นคนที่อ่อนแอไม่สมกับเป็นรัชทายาท ที่มีสิทธิ์จะขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากฮ่องเต้ ปมโหยหาแม่ ของเขา ทำให้เขามีเพศสัมพันธ์กับฮองเฮาที่มีวัยคราวแม่แต่สำนึกผิดในใจ ทำให้เขาพยายามจะกลับตัวกลับใจ แต่บางทีมันอาจจะสายเกินไป

นอกนั้นก็คือ นักแสดงหน้าใหม่ที่ไม่คุ้นหน้า คินจุนเจี่ย นักแสดงเด็กในบท องค์ชายหยู โอรสองค์เล็กที่อยากจะเป็นผู้นำกองทัพเหมือนพี่ๆ และเก็บความอิจฉาริษยาเอาไว้ด้วยความรู้สึกของ คนที่ถูกลืม จากครอบครัว

นักแสดงสาว หลี่มาน ที่เต้าทะลักไม่แพ้ฮองเฮา (แต่เอ๊าะกว่า สดกว่า) ในบทลูกสาวคนปรุงยา ที่กลายเป็น เหยื่อ ในเกมของผู้ใหญ่ไปอีกคน เธอมีส่วนผสมของความไร้เดียงสา กับความร้ายกาจ ในแบบที่ จางซิยี่ สมควรต้องระวังตัว

ขณะที่ขวัญใจวัยกรี๊ดอย่าง เจย์ โชว ยังไม่อาจสร้างความประทับใจอะไรได้มาก นอกจากการเก๊กหน้าขรึม เหมือนที่เห็นเขาในเอ็มวีในทีวีทั่วไป กับการอวดคิวบู๊

ด้วยแพ็กเกจที่หรูหราอลังการ อาจพาให้คุณผู้ชมคาดหวังกับหนังเรื่องนี้สูงส่ง ก่อนเข้าชมหนังเรื่องนี้ ลองลดระดับความคาดหวังลงเสียหน่อย แล้วปรับใจให้พร้อมรับกับสิ่งที่คุณจะได้พบอย่างเตรียมใจไว้ก่อน

บางที สิ่งที่คุณจะได้รับ มันก็ไม่ขี้เหร่จนเกินไปนัก

ที่มา สยามรัฐ