The Pursuit of Happyness: ดวงใจพ่อ

Home / วิจารณ์หนัง / The Pursuit of Happyness: ดวงใจพ่อ

ชื่อเรื่อง The Pursuit of Happiness ที่แปลตรงๆ ว่า การแสวงหาความสุข นั้น มาจากประโยคเต็มๆ ว่า Life, Liberty and pursuit of happiness อันเป็นประโยคที่กล่าวถึงสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ที่จะใช้อำนาจอันมิชอบมาละเมิดไม่ได้ (unalienable rights) เป็นส่วนหนึ่งในคำประกาศอิสรภาพ หรือ the declaration of independence ที่ โทมัส เจฟเฟอร์สัน เขียนขึ้นเมื่อคราวอเมริกาประกาศตัวเป็นอิสระจากอังกฤษเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1776

ถือว่าเหมาะกับเรื่องราวรันทดของ คริส การ์ดเนอร์ (วิลล์ สมิธ) เซลแมนหนุ่มในซานฟรานซิสโก ที่เจอพิษเศรษฐกิจสมัยประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน จนสูญเสียแทบทุกอย่างในชีวิต รถถูกยึด ถูกไออาร์เอสตามล่า เมียทิ้ง ถูกไล่ออกจากอพาร์ทเมนท์ ฯลฯ ต้องกระเตงลูกวัยห้าขวบออกเร่ร่อนหาที่ซุกหัวนอนไปเรื่อยๆ… ความสุขแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ต้องดินรนไขว่คว้ามาด้วยความยากลำบาก… เหมือนข้อความในคำประกาศอิสรภาพที่ โทมัส เจฟเฟอร์สัน เขียนขึ้นมาไม่มีผิด…

แม้จะฉลาดและมีหัวด้านคณิตศาสตร์ แถมขยันทำงานตัวเป็นเกลียว แต่สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ในยุค 80s ทำให้เขาอยู่ในสภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง หนี้สินอีรุงตุงนัง เขาตระเวนไปทั่วเบย์แอเรียเพื่อขายเครื่องสแกนกระดูก ที่ทุ่มเงินออมซื้อมาตุนเอาไว้หวังรวย หากดวงดีขายได้เดือนละสองเครื่อง ก็มีเงินพอค่าเช่าอพาร์ทเมนท์โทรมๆ ที่เขาเช่าอยู่กับภรรยา ลินดา (เทรนดี นิวตัน) และลูกชาย คริสโตเฟอร์ (เจเด้น สมิธ ลูกชายแท้ๆ ของวิลล์ สมิธ ผู้รับมรดกความน่ารักและฝีมือการแสดงมาจากพ่อแบบเต็มๆ) ที่ทุกวันต้องอยู่ที่เดย์แคร์โทรมๆ ของคนจีนในไชน่าทาวน์

ลินดาอยู่ในสภาพเครียดจัดเพราะปัญหาความฝืดเคือง เธอเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพราะต้องทำงานควบสองกะในร้านซักรีดเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว โดยคริส ที่แต่งตัวด้วยสูทเนี๊ยบออกจากบ้านทุกเช้านั้น กลับมาบ้านมือเปล่าแทบทุกวัน จนถึงที่สุด เธอตัดสินใจทิ้งสามีและลูกไปทำงานที่นิวยอร์ค ขณะที่คริส ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน 20 คนเข้าฝึกงานที่บริษัทหุ้นยักษ์ใหญ่ แม้จะต้องฝึกและทำงานทั้งวัน แต่ไม่มีเงินเดือนให้ มีเพียงความหวังเลื่อนลอยว่าหากแสดงความสามารถให้เจ้านายประจักษ์ ก็จะได้รับเลือกเข้าทำงานเป็นโบรกเกอร์ ซึ่งเป็นงานรายได้ดี

ชีวิตของคริสอยู่ในสภาพรันทดสุดๆ ต้องโชว์ความสามารถให้คนในบริษัทหุ้นเห็นความสามารถ นั่งโทรศัพท์หาลูกค้าตั้งแต่เช้าถึงเย็น ไม่กินไม่ดื่ม ไม่พัก เพราะมีเวลาอยู่ในสำนักงานถึงแค่สี่โมงเย็น น้อยกว่าคนอื่นๆ ขณะเดียวกันก็ต้องพล่านไปทั่วซานฟรานฯ เพื่อขายเครื่องเครื่องสแกนกระดูก โชคดีขายได้หลายเครื่อง พอจะหายใจได้คล่องก็ถูกไออาร์เอสล้วงเงินในบัญชีไปเกือบเกลี้ยง เกือบฟาดปากกับเพื่อนเพราะหนี้เพียงแค่ 14 เหรียญ ต้องวิ่งหนีคนขับแท็กซี่หน้าตั้ง เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าโดยสาร กลายเป็นโฮมเลสหอบลูกไปนอนตามศูนย์สงเคราะห์ ฯลฯ

เหนื่อยและท้อถอยเต็มที่ ลูกชายตัวเล็กก็ยื่มมือมาลูกแก้มบอกว่า Youre a great papa ทำเอาน้ำตาซึม มีกำลังใจไล่หาความสุขมามอบให้ลูกต่อไป

เรื่องราวของ คริส การ์ดเนอร์ ผู้ผันตัวเองจากโฮมเลสมาเป็นเจ้าของบริษัทโบรกเกอร์ชื่อ การ์ดเนอร์ ริช แอนด์ โค ในชิคาโก้นั้น เคยถูกรายการ 20/20 นำมาเผยแพร่เมื่อสามปีก่อน กลายเป็นบทความในหนังสือสารพัดเล่ม เจ้าตัวออกเดินสายรายการทอล์คโชว์หลายช่อง และถูกบริษัทหนังแย่งชิงลิขสิทธิ์กันจ้าละหวั่น เพราะเป็นเรื่องจริงที่เข้มข้นยิ่งกว่านิยาย เป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังท้อถอยได้เป็นอย่างดี

แต่ถึงจะเป็นเรื่องที่รู้ตอนจบดีกันอยู่แล้ว แต่ความสามารถของ วิลล์ สมิธ ก็สามารถประคองอารมณ์คนดูให้ร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ ร่วมทุกข์ ร่วมเจ็บปวด และร่วมอิ่มเอิบหัวใจ มีความสุขในฉากจบที่เขาได้รับเลือกให้ทำงานในตำแหน่งโบรกเกอร์สมตั้งใจ

วิลล์ สมิธ ถ่ายทอดนาทีแห่งชัยชนะที่ได้มาอย่างยากเย็นแสนเข็ญออกมาได้อย่างลุ่มลึก น้ำตาแห่งความปิติที่เอ่อขึ้นมาแบบกลั้นไม่อยู่ บอกได้เลยว่าเป็นซีนที่ เร้าอารมณ์ ที่สุดซีนหนึ่งในบรรดาหนังที่เคยดูมาทั้งปี (หรือหลายๆ ปี)

อยากพูดถึงอีกฉากหนึ่งที่ทำให้ผมใจรอนๆ ไปกับภาพและเรื่องบนจอ คือฉากที่คริสตกอับถึงขีดสุด ไม่มีแม้กระทั่งที่จะซุกหัวนอน แต่ด้วยความรัก ไม่อยากให้ลูกได้รับผลกระทบจากสภาพเลวร้ายรอบตัว เขาชวนลูกเล่นเกม ไทมส์แมชชีน เจาะเวลาไปยุคไดโนเสาร์ แล้วพากันหนี ที-เร็กซ์ เข้าไปหลบนอนในถ้ำ ซึ่งก็คือห้องน้ำของสถานีรถไฟใต้ดิน ปูกระดาษชำระแล้วเอาลูกนอนหนุนตัก พอลูกหลับ ตัวเองก็น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความคับแค้นกับชะตาชีวิตอยู่เงียบๆ โดยเอาขาดันประตูไม่ให้ใครเข้ามา…

อารมณ์ ยิ้มทั้งน้ำตา แบบนี้ ทำให้นึกถึง Life is Beautiful ที่ทำให้คนดูหนังทั่วโลกหัวใจรอนๆ มาแล้วกับเรื่องราวของพ่อชาวยิวที่ทำทุกอย่างให้ลูกชายตัวน้อยผ่านช่วงเวลาหฤโหดในค่ายนาซีโดยได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจน้อยที่สุด หนังอิตาลี่เรื่องนั้นคว้ารางวัลออสก้าร์ ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปครอง พร้อมๆ กับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมของ โรเบอร์โต้ เบนนิกนี่

โดยรวมแล้ว The Pursuit of Happyness คงไม่สามารถเทียบชั้น Life is Beautiful ได้ แต่บทบาท อารมณ์ หรือฝีมือการแสดงอันเฉียบคมของ วิลล์ สมิธ ที่ฉายชัดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนั้น ทำให้ The Pursuit of Happyness กลายเป็นหนังที่น่าดูที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ และน่าจะส่งให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสก้าร์อีกเป็นครั้งที่สอง แถมหนนี้น่าจะมีภาษีดีกว่าคราว Ali อยู่มาก เพราะการสวมบทเป็น มูฮัมหมัด อาลี เมื่อปี 2001 นั้น ถูกนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ตีค่าให้แค่การ เลียนแบบ หรือ imitate ไม่ใช่ become อย่างที่น่าจะเป็น แต่ด้วยลีลาแบบ โลว์คีย์ อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของเขาในเรื่องนี้ ทำให้วิลล์ สมิธ ได้รับเสียงชื่นชมและการยอมรับจากนักวิจารณ์แทบทุกค่ายอย่างที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อน และตอนนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงลูกโลกทองคำ (ดราม่า) ไปแล้วเรียบร้อย

สังเกตุได้ว่าเรื่องนี้ผมไม่พูดถึงบทหนัง (สตีฟ คอนราด) ไม่พูดถึงผู้กำกับ (กาเบรียล มูชชิโน่) เลย เพราะมองว่าทั้งสองส่วนนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนให้ The Pursuit of Happyness สมบูรณ์แบบกว่านี้ได้อีก…

คือจะย้ำอีกทีว่า สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังน่าดูที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ คือฝีมือของ วิลล์ สมิธ ล้วนๆ เลยครับ.

ที่มา ไทยทาวน์ยูเอสเอ นิวส์