The Mesengers : ฝีมือที่ปล่อยไม่สุดของพี่น้องแปง

Home / วิจารณ์หนัง / The Mesengers : ฝีมือที่ปล่อยไม่สุดของพี่น้องแปง

สองพี่น้อง อ๊อกไซด์ กับแดนนี่ แปง คือผู้กำกับเอเชียคนล่าสุดที่เกาะกระแสหนังสยองขวัญจากเอเชียเข้ามาทำหนังในฮอลลีวูด หลังจากผลงานเรื่อง คนเห็นผี หรือ The Eye ของเขาได้รับการยอมรับค่อนข้างสูงในอเมริกาเมื่อปี 2003 คือทำเงินได้กว่า 500,000 ดอลลาร์จากการทยอยฉายทีละโรงสองโรงตามเมืองต่างๆ อยู่หกเดือน แถมเวอร์ชั่น รีเมค ที่ได้ดาราฮอทอย่าง เจสสิก้า อัลบ้า เป็นนางเอกก็กำลังคืบหน้าไปด้วยดี

เหตุผลหนึ่งที่หนังสยองขวัญจากเอเชียได้รับการยอมรับในอเมริกาอย่างสูงในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมานั้น น่าจะเป็นเพราะสไตล์การเดินเรื่องแบบ หลอนให้กลัว (แบบคลานช้าๆ ออกจากจอทีวี หรือคลานลงบันไดแบบยึกยักๆ เข้ามาหา) ซึ่งที่แตกต่างกับหนังสยองขวัญของฮอลลีวูดซึ่งมักจะวิธี หลอกให้ตกใจ หรือไม่ก็ขายความเสียว ขายเลือดขายเนื้อจากการเอามีดเอาขวานมาเชือดมาฟันกันไปตามเรื่อง ซึ่งระยะหลังกลับมาฮิตอีกรอบจากหนังตระกูล Saw ทั้งหลาย

ประมาณกลางๆ เรื่องของ The Messengers มีฉาก หลอนให้กลัว แบบที่น่าจะเป็น ลายเซ็นต์ ของพี่น้องแปง คือฉากที่เจสสิก้า (คริสเต็น สจ๊วต The Panic Room) อุ้มน้องวัยขวบครึ่งชื่อเบน (แฝด อีวานและธีโอดอร์ เทอร์เนอร์) เดินช้าๆ อยู่ในบ้านไม้หลังเก่าที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวในไร่เวิ้งว้าง เป็นเวลาดึกสงัดที่แม่ (พีนีโลปี แอนน์ มิลเล่อร์) และพ่อ (ไดแลน แม็คเดอร์มอทท์) หลับสนิทอยู่ในห้อง

หนูน้อยเบน เป็นคนแรกที่รู้ว่าครอบครัวของเขาไม่ได้อยู่กันเพียงลำพังในบ้านเก่าหลังนี้ เพราะเจ้าหนูมองและชี้นิ้วป้อมๆ ไปตามมุมมืด หรือบนเพดานเหมือนเห็นอะไรบางอย่างตลอดเวลา ก่อนที่พี่สาววัย 15 อย่างเจสสิก้า จะเริ่ม เห็น บ้าง และเพื่อเป็นการพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าเธอไม่ได้โกหก จึงอุ้มน้องออกพิสูจน์ความลึกลับที่ว่า โดยอุ้มน้องเดินตามไปในทิศที่เจ้าหนูชี้นิ้ว…

ตรงสุดทางเดินหน้าประตูห้องใต้ดิน เจสสิก้าหยุดนิ่ง เหมือนรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ก่อนที่หนูน้อยเบนจะมองข้ามบ่าพี่สาวแล้วยกมือชี้นิ้วไปในความมืดด้านหลัง กล้องจับภาพด้านหน้าของเจสสิก้าระดับมีเดี้ยม เห็นดวงตาที่กำลังแสดงความหวาดกลัว เพราะรับรู้ถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นในความมืดเวิ้งว้างด้านหลังของเธอ… แล้วเราก็เริ่มเห็น บางอย่าง ก่อตัวขึ้นช้าๆ ในความมืด เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้แบบเนิบนาบ ผู้กำกับตัดภาพฉึบฉับระหว่างช็อตนี้กับภาพนิ้วชี้ป้อมๆ ของหนูน้อยเบน และภาพด้านหลังศีรษะของเจสสิก้า… เธอรู้ว่าบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา แต่ไม่สามารถรวบรวมความกล้าเพื่อหันไปเผชิญหน้าได้…กระทั่ง…

ซีนที่กินเวลาเกือบๆ สามนาทีนี้ บอกได้เลยว่า…น่ากลัวโคตร….

เป็นอารมณ์แบบหลอนๆ แบบเดียวกับที่เคยรู้จักกับฉากผีในลิฟต์ของ The Eye อันเป็นฉากสยองที่ทำให้คนขวัญอ่อนขึ้นลิฟต์ด้วยความไม่สบายใจมาจนถึงเดี๋ยวนี้

กระแสความนิยมของหนังผีเอเชีย บวกความสำเร็จของ The Eye ทำให้เราได้ยินข่าวค่ายหนังอเมริกันพยายามดึงตัวสองพี่น้องมาเป็นผู้กำกับในสังกัดมาระยะหนึ่ง แต่ทุกอย่างมาลงตัวกับค่ายโกสท์เฮาส์ ของ แซม ไรมี (Spider-man) ที่รีครูทผู้กำกับดังจากญี่ปุ่น อย่าง ทากาชิ ชิมิสุ มารีเมคหนัง Ju-On ของตัวเองในชื่อ The Grudge 1 และ 2 มาก่อนแล้ว

การจ้างผู้กำกับที่มีสไตล์การทำหนังเฉพาะตัวจากประเทศไกลๆ อย่าง ทากาชิ ชิมิสุ และ พี่น้องแปง น่าจะเป็นความพยายามสร้างภาพลักษณ์เฉพาะตัวของหนังยี่ห้อโกสท์เฮาส์ว่าจะต้องเป็นหนังที่แปลก และไม่เหมือนหนังผีจากฮอลลีวูดทั่วไป… แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาพลักษณ์ที่ว่ายังไม่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ชัดเจน…

กรณีของ The Grudge นั้น ถึงแม้จะฮือฮาและประสบความสำเร็จพอสมควรในอเมริกา แต่สำหรับคอหนังสยองขวัญที่รู้ฤทธิ์เดชของผีเอเชียมาก่อนแล้วกลับเห็นว่า เวอร์ชั่นมะกันนั้น สยองไม่ได้ครึ่งของเวอร์ชั่นดั้งเดิม… ใครเห็นด้วยยกมือ…

กรณีของ The Messengers นี่ก็เช่นกัน ถึงแม้จะมีหลายๆ ฉากที่เห็นได้ชัดว่าเป็น วิชั่น ของสองพี่น้องแปง อย่างฉากที่บรรยายไปตอนต้น หรือฉากขาผีสีเทาๆ ที่โผล่มาแบบวับๆ แวมๆ ใต้ผ้าห่ม หรือลอยผ่านหลังของตัวละคร ลอยนิ่งอยู่บนเพดาน… หรือรอยด่างบนฝาห้องที่เช็ดแล้วก็กลับมาอีก ฯลฯ แต่โดยภาพรวมแล้ว อารมณ์ของหนังก็ยังคงไม่ฉีกไปจากหนังสยองขวัญทุนต่ำของฮอลลีวูดทั่วไป

สาเหตุหนึ่งคือพล็อตเรื่อง ที่พล็อตหลักและซัพพล็อตที่คุ้นหูคุ้นตาจากหนังสารพัดเรื่อง เช่น The Amityville Horror, the Sixth Sense, The Shining ฯลฯ แต่ที่แย่ที่สุดก็คือพยายามตั้งปมประเด็นให้คนดูกังวลสงสัย แล้วก็ปล่อยทิ้งไปเสียเฉยๆ แบบไม่มีที่มาที่ไป ยกตัวอย่างกรณีของนายแบงก์ชื่อ โคลบี้ ไพรซ์ ซึ่งรับบทโดย วิลเลี่ยม บี เดวิส (ไอ้ปอดดำจากซีรีย์ The X-Files) โผลมาแบบชวนสะดุ้งเพื่อบอกพระเอก ไดแลน แม็คเดอร์มอทท์ ว่ามีคนสนใจจะซื้อไร่ของเขาในราคาสูงขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์… แถมโผล่มาแบบเน้นๆ ถึงสองหน ในสภาพน่าสงสัยสุดขีด… แล้วก็หายไปซะเฉยๆ โดยไม่มีการพูดถึงอีกเลย…

ในช่วงแรกๆ นั้น ผมเห็นว่าพล็อตเรื่องของ The Messengers น่าสนใจทีเดียว เพราะผูกเรื่องโยงใยมาจากอุบัติเหตุรถยนต์ในชิคาโก้ อันเกิดจากความมึนเมาของเจสสิก้า ส่งผลกระทบหลายชิ่ง เช่นทำให้ฐานะของครอบครัวมีปัญหารุนแรง ลงเอยโดยการใช้เงินก้อนสุดท้ายมาซื้อที่ดินรกร้างในนอร์ธดาโก้ต้า เพื่อเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรไร่ทานตะวัน เป็นการตัดสินใจของพ่อที่คนอื่นยอมทำตามแบบไม่แฮปปี้นัก แถมอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้หนูน้อยเบนหยุดพูด หยุดอ้อแอ้โดยสิ้นเชิง ทุกคนมีปมปัญหาในใจ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเหมือนมีม่านบางๆ ขวางกั้นเอาไว้ แต่ละคนมองกันแบบแคลงใจ ซึ่งไปกันได้สวยกับบรรยากาสแบบทึมทะมึนของบ้านไร่เก่าแก่ เต็มไปด้วยมุมมืด ที่เรารู้ตั้งแต่ซีนเปิดเรื่องว่ามี อะไรบางอย่าง ที่ดุร้ายแฝงตัวอยู่…

แต่ช่วงที่บทหนังเริ่มจะคลี่คลาย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายนั้น รู้สึกเหมือนกับโทนหนังที่ปูเอาไว้กลับเฉไฉไปคนละทาง ความรู้สึกแบบหลอนๆ ที่ว่าหายเกลี้ยง กลายเป็นหนังคนละแนว ที่เน้นขายความตื่นเต้นแบบอัดดนตรีดังๆ ตูมๆๆๆ ต่อเนื่องไล่กันไปจนจบ แถมจบแบบฮอลลีวูดเต็มตัว ประเภทแม่ยกเหยือกน้ำมะนาวมาให้พ่อที่กำลังทำงานอยู่หน้าบ้าน ยิ้มสบตากันแล้วมองไปทางลูกสาววัยรุ่นที่อุ้มน้องคนเล็กคุยอยู่กับแฟนหนุ่ม… ภาพซูมออกมาเห็นบรรยากาสสดใสด้วยแดดเจิดจ้า นกเป็นฝูงบินผ่านดงดอกทานตะวันบานเต็มไร่เหลืองอร่าม… ก่อนภาพจะค่อยๆ เฝดมืด

เคยอ่าน ข่าวลือ บนเว็บหนังนอกกระแสต่างๆ เหมือนกันว่าแซม ไรมี ได้จ้างผู้กำกับคนใหม่ ไม่มีเครดิต มาถ่ายทำตอนจบของ The Messenger เสียใหม่ เพราะเห็นว่าเวอร์ชั่นของพี่น้องแปงนั้นไม่เวิร์คกับตลาดอเมริกัน ซึ่งถ้าข่าวนี้เป็นจริงก็ถือว่าน่าผิดหวังมาก ที่คนเครดิตสวยอย่าง แซม ไรมี เริ่มให้ความสำคัญกับบ๊อกซ์ออฟฟิศถึงขนาดนี้ เพราะอย่างที่บอก หากต้องการสร้างยี่ห้อหนังของค่ายโกสต์เฮาส์ ที่กำลังสร้างกันอยู่อีกหลายเรื่องว่าเป็นหนังผี หนังสยองขวัญที่แตกต่างไปจากหนังสยองขวัญค่ายอื่น โดยการ อิมพอร์ต ผู้กำกับต่างชาติอย่างพี่น้องแปงมาทำงานแล้ว ก็น่าจะปล่อยให้พวกเขาได้ใช้วิชั่นอันแตกต่างอย่างเต็มที่ แม้จะไม่ทำเงินก็ตาม…

โดยภาพรวมแล้ว นักวิจารณ์หนังอเมริกันทั่วๆ ไปให้เกรด The Messengers ประมาณ C ถึง C- แต่เนื้อหาของบทวิจารณ์ส่วนใหญ่จะยอมรับใน วิชั่น ของพี่น้องแปงว่าเข้าข่าย มาสเตอร์ ของหนังแนวนี้

มีอยู่คนหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้) คิดเหมือนผมว่า The Messengers เป็นหนังที่ไม่ถึงใจเท่าไหร่ แต่ถ้าใครบอกว่าดูแล้วไม่น่ากลัว… คนนั้นโกหก…

ที่มา ไทยทาวน์ยูเอสเอ นิวส์