Dreamgirls น้ำเน่าวงการเพลง

Home / วิจารณ์หนัง / Dreamgirls น้ำเน่าวงการเพลง

ราชดำเนินเธียเตอร์

ระหว่างที่ดูหนังเรื่อง Dreamgirls นึกรู้สึกกังขาว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเข้าชิงรางวัลออสการ์หลายรางวัล แต่ดันไม่ได้เข้าชิงในสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแต่หลังจากที่ดูจบก็พอจะนึกเหตุผลออก เพราะว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว Dreamgirls ก็คือ เรื่องราวของศิลปินเพลงที่มักจะมีชีวิตที่ไม่แตกต่างกันนัก และมันถูกเล่ามาในหนังหลายเรื่องแล้ว จนดูเหมือนกำลังนั่งดู หนังรีเมก ที่มีสูตรสำเร็จอันคุ้นเคย

ความคุ้นเคยที่ว่านั้น อาทิเช่น ผู้จัดการวงจอมเจ้าเล่ห์ที่ทำงานโดยมุ่งแต่ผลประโยชน์จนหลงลืมจิตใจของผู้คนรอบข้าง ที่ในที่สุดก็ได้รับผลกรรมที่ก่อไว้, นักร้องที่มีความทะเยอะทะยาน ที่ต้องพานพบบทเรียนสำคัญในชีวิต, นักร้องที่มัวเมากับชื่อเสียงและเงินทอง พอๆ กับเมามายกับยาเสพติดจนเสียงาน, เรื่องราวชิงรักหักสวาทที่เป็นเบื้องหลังของคนเพลง เรื่องราวเหล่านี้คุณจะปฏิเสธหรือว่า ไม่เคยพบเห็นในเรื่องใดมาก่อนเลยในชีวิตถ้าคุณเป็น คนรักหนัง ตัวจริง

Dreamgirls มีทุกอย่างดังกล่าวมาครบครัน แต่สิ่งที่ทำให้ความคุ้นเคย เหล่านี้ดูโดดเด่นมากมายก็คือ นี่เป็นเหมือนอัลบั้มรวมฮิตของชีวิตศิลปินเพลงที่ถูกนำมารวมกันจนกลายเป็นความเข้นข้นของเนื้อเรื่อง ที่ถูกเสริมด้วยการแสดงที่เข้มข้นของนักแสดงยอดฝีมือ งานลำดับภาพที่เดินเรื่องอย่างกระชับฉับไว งานเพลง ฉาก สี เสียง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่สุดอลังการตระการตา

หลังจากประสบความสำเร็จกับผลงานกำกับฯ เรื่อง CHICACO ในคราวก่อน มาหนนี้บิล คอนดอน ผู้กำกับฯ ที่ก้าวมาจากการกำกับละครเวที เหมือนรู้ดีแล้วว่า จะจัดการกับศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างไรให้อยู่หมัด คราวนี้เขาซัดเต็มเหนี่ยว ทำให้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกสนุก ชวนติดตาม ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ขึ้นลงตามตัวละครไปตลอดเรื่อง

เจมี่ ฟ็อกซ์ ได้บทที่ดีที่สุดอีกบทหนึ่งในชีวิตการแสดง กับบท เตอร์ติส เซลส์แมนขายรถที่อยากจะเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการดนตรี ที่ใช้ลูกล่อลูกชนทุกอย่างเพื่อตามฝันของตนเอง จนเผลอมองคนเป็นเหมือนสินค้าที่สุดแท้แต่เขาจะจับวาง! แต่น่าเสียดายที่เขาเล่นเหมือนกั๊กๆ เพราะกลัวว่าตัวละครจะออกมาดูเป็น ไอ้ตัวร้าย จนเกินไป ทำให้บทนี้เลยดูไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ทั้งที่ความจริงนี่น่าจะเป็นบทที่ส่งให้เขาเข้าชิงรางวัลในสาขาดารานำชาย ได้อีกครั้งด้วยซ้ำ หลังจากที่คว้าไปแล้วจากเรื่อง RAY

รายที่ขโมยซีนไปกลับกลายเป็น เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน ที่บทส่งเต็มที่ ในบท เอฟฟี่ ไวต์ นักร้องสาวร่างอวบที่พกพาความมั่นใจมาเต็มร้อย กับพลังเสียงอันสูงส่งของตนเอง จนทำให้เธอมองไม่เห็นความสำคัญของคนอื่น นอกจากตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เข้ามา เธอก็หน้ามืดตามัวเข้าไปอีก แต่นั่นก็คือบทเรียนสำคัญของเธอ ที่ทำให้จิตวิญญาณของเธอเติบโตขึ้น และพร้อมที่จะก้าวกลับคืนสู่เวทีได้อีกครั้งอย่างสง่างาม ทุกครั้งที่เธอร้องเพลง ผมรู้สึกขนลุกจนน้ำตาเล็ดทุกเพลง จนประหลาดใจตัวเองว่า มึงจะอินอะไรขนาดนี้วะ!

เช่นเดียวกับ เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ นักแสดงแมวเก้าชีวิตที่ผ่านการรุ่งและร่วงมาแล้วหลายครั้ง นี่ถือเป็นการกลับคืนสู่ฟอร์มซูเปอร์สตาร์ของเขาอีกครั้ง นี่เป็นการเลือกใช้บริการความสามารถในการแสดงของเขาอย่างได้ผลเต็มที่ ในบทนักร้องดังที่พอดังแล้วก็เจ้าชู้ ขี้หลี ติดยา สูตรฮิตของศิลปินเพลง

บิยอนเซ่ โนวล์ส ทำได้แค่เป็นเหมือนนางเอกแสนสวยในหนังสักเรื่อง แต่ต้องยอมว่าในเรื่องนี้ เธอสวยเด็ดขาดบาดหัวใจจริงๆ และ แอนนิก้า โนนี่ โรส ในบท ลอเรลล์ 1 ใน 3 สาว เดอะ ดรีม ก็เป็นตัวละครที่มีความน่ารักแบบเด็กๆ และเป็นบทที่มีพัฒนาการ

บิล คอนดอน ที่รับหน้าที่ทั้ง เขียนบท และกำกับ เหมือนเขารู้ดีแล้วว่า จะทำอย่างไรให้หนังออกมาสนุกเต็มที่ นอกจากเนื้อเรื่องจะเป็นดรามาเข้มข้น ชีวิตของทุกตัวละครล้วนใช้เป็น บทเรียนเตือนใจ ชั้นดีสำหรับนักร้องและคนในวงการเพลงทั้งหลายได้ใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อเตือนใจตัวเอง ทั้งเขายังใส่อารมณ์ขันแทรกไว้เป็นระยะตลอดเรื่อง ช่วยมาเบรกความเครียดได้อย่างดี

ที่ประทับใจก็คือ หลายเพลงเป็นเพลงที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมาอยู่ในหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะเพลงที่ร้องโดย เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน มันทำให้รู้สึกซาบซึ้งกับความหมายของเพลงนั้นขึ้นอีกแยะเชียว โดยเฉพาะเพลง One Night Only ที่กลายเป็นเพลงสุดขลังทรงพลังยิ่ง

งานนี้ถ้า เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน ไม่ได้รางวัลออสการ์สาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม ขอบอกว่า มีเคือง! เรื่องราวของศิลปินในหนังเรื่องนี้ มันดูซ้ำซากเหมือนนิยายน้ำเน่า แต่เชื่อเถอะว่า มันจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่รู้จบ

ที่มา สยามรัฐ